|
บทความกฎหมาย
เรื่อง อำนาจอัยการในการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม
(ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน)
โดย
พ.ต.ท.สมศักดิ์ ณ โมรา
รอง ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.สงขลา
*******************
ก่อนที่จะเขียนบทความนี้ได้ใคร่ครวญดีแล้วว่าเป็นความคิดเห็นในทางวิชาการ
ไม่ต้องการให้กระทบกระเทือนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
หรือกระทบต่อการประสานงานที่ดีระหว่างพนักงานสอบสวน
กับพนักงานอัยการแต่อย่างใด ที่ต้องกล่าวอย่างนี้เพราะแนวทางการปฏิบัติและการประสานงานระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ
ในแต่ละจังหวัดย่อมแตกต่างกันไปตามทัศนคติของผู้มีอำนาจตัดสินใจในจังหวัดนั้นๆ
แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายในกรอบของ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ปกติเมื่อหัวหน้าพนักงานสอบสวนได้มีความเห็นในท้ายรายงานการสอบสวน
ซึ่งจะมีความเห็นในสามประการคือ มีความเห็นสั่งฟ้อง มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
และงดการสอบสวน (กรณีคดีอาญาทั่วๆไปไม่รวมถึงการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ,ความตายไม่ได้เกิดจากการกระทำผิดอาญา
หรือในคดีฟื้นฟู และคดีที่ผู้ต้องหาวิกลจริตจนไม่อาจต่อสู้คดีได้เป็นต้น)
ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตราที่เกี่ยวข้องที่อยากหยิบยกมากล่าวก็คือ
มาตรา 140
เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน เห็นว่าการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว
ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1)ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด ...ฯลฯ
ถ้าพนักงานอัยการสั่งให้งด หรือให้ทำการสอบสวนต่อไป
ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามนั้น
(2) ...ฯลฯ
มาตรา 141 ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด
แต่เรียกหรือจับตัวไม่ได้ เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใด
ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้องให้ยุติการสอบสวนโดยสั่งไม่ฟ้อง
และให้แจ้งคำสั่งนี้ให้พนักงานสอบสวนทราบ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป
ก็ให้สั่งพนักงานสอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้อง
ก็ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา
...ฯลฯ
มาตรา 143
เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจากพนักงานสอบสวนดังกล่าวในมาตราก่อน
ให้พนักงานอัยการปฏิบัติดังนี้
(1) ในกรณีที่มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ให้ออกคำสั่งไม่ฟ้อง
แต่ถ้าเห็นชอบด้วยก็ให้สั่งฟ้องและแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหามาเพื่อฟ้องต่อไป
(2) ในกรณีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง
ให้ออกคำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ให้สั่งไม่ฟ้อง
ในกรณีหนึ่งกรณีใดข้างต้น พนักงานอัยการมีอำนาจ
(ก) สั่งตามที่เห็นสมควร
ให้พนักงานสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม
หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป
(ข) วินิจฉัยว่าควรปล่อยผู้ต้องหา ปล่อยชั่วคราว ควบคุมไว้
หรือขอให้ศาลขัง แล้วแต่กรณี และจัดการหรือสั่งการให้เป็นไปตามนั้น
...ฯลฯ...
มาตรา 144
ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง
ถ้าความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งอาจเปรียบเทียบปรับได้
ถ้าเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) สั่งให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบคดีนั้น
แทนการที่จะส่งผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ
(2) เมื่อผู้ต้องหาถูกส่งมายังพนักงานอัยการแล้ว
สั่งให้ส่งผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนกลับไปยังพนักงานสอบสวน
ให้พยายามเปรียบเทียบคดีนั้น
หรือถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานสอบสวนอื่นที่มีอำนาจจัดการเปรียบเทียบให้ก็ได้
เมื่ออ่านกฎหมายตามมาตราที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วพอจะสรุปโดยย่อได้ว่าพนักงานอัยการมีอำนาจที่จะสั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเพิ่มเติมหลังจากพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนแล้ว
ไม่ว่าจะได้รับแต่แต่เฉพาะสำนวนการสอบสวน
หรือสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาก็ตาม คือ
(1) ให้สอบสวนเพิ่มเติม (ไม่ว่าจะสอบสวนพยานหรือสอบสวนปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติม
และรวมทั้งการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาด้วย)
(2) ส่งพยานมาให้พนักงานอัยการซักถามปากคำประกอบการสั่งคดี
(3) สั่งให้งดการสอบสวนตามมาตรา 140(1)
(4) สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไป
ในกรณีคดีรู้ตัวผู้ต้องหาแต่ยังจับไม่ได้
(5)
สั่งให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามาฟ้องตาม มาตรา
141 วรรค 4
(6) ให้ส่งตัวผู้ต้องหามาฟ้องตาม ม.143(1)
(7) สั่งให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบ
หรือส่งตัวผู้ต้องหากลับไปให้พนักงานสอบสวนพยายามทำการเปรียบเทียบ ตาม ม.
144
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 22
พนักงานสอบสวนจะจับและแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาไม่ได้ถ้าไม่มีหมายจับของศาล
หรือไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า หรือไม่มีเหตุให้สามารถจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ
ในกรณีผู้ต้องหาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนหรือผู้ต้องหามามอบตัวกับพนักงานสอบสวน
พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหาได้จะต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรที่จะกล่าวหาได้
***ได้มีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นสองกรณีเป็นอย่างน้อยที่อัยการจังหวัดสงขลา
ได้มีหนังสือสั่งการพนักงานสอบสวนในจังหวัดสงขลา
ถือปฏิบัติซึ่งพนักงานสอบสวนได้หารือมายังผู้เขียนในฐานะเป็นรองผู้กำกับกลุ่มงานสอบสวน
ที่รับผิดชอบตรวจสำนวนแทนผู้บังคับการ
ว่าพนักงานอัยการมีอำนาจสั่งการและพนักงานสอบสวนจำต้องปฏิบัติตามหรือไม่คือ
ก)
อัยการจังหวัดสงขลา/ประธานคณะอนุกรรมการการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลา(นายสุรินทร์
วัตตธรรม) ได้มีหนังสือเวียนลงวันที่ 8 พฤษภาคม
2549 ถึงพนักงานสอบสวนทุก สภ.ในพื้นที่ จว.สงขลา
(โดยไม่ผ่าน
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา/หัวหน้าพนักงานสอบสวนจังหวัดสงขลา
แต่อย่างใด)
ว่าเพื่อเป็นการขยายขอบเขตของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครอบคลุม
เมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหาฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครอง,มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
หรือจำหน่ายยาเสพติด หากมีปริมาณยาเสพติดไม่เกินจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง
(เฮโรอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม,เมทแอมเฟตามีหรือแอมเฟตามีน/ยาบ้า
มีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม,3,4-เมทิลลีน
ไดออกซีเมทแอมเฟตามีน หรือเมทิลลีน ไดออกซิแอมเฟตามีน,เอ็น
เอทิล เอ็มดีเอ หรือเอ็มดีเอ
มีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม,โคคาอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสองร้อยมิลลิกรัม,ฝิ่น
มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม,กัญชามีน้ำหนักไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม)
ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดชนิดนั้นด้วยทุกราย
ไม่ว่าผู้ต้องหาจะให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธ
ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาส่งต่อศาลเพื่อยื่นคำร้องให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด
เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม มาตรา 19
แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
ข)
กรณีพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นสั่งฟ้องตามข้อกล่าวหา
และพนักงานอัยการรับมอบสำนวนการสอบสวน และตัวผู้ต้องหาไปเรียบร้อยแล้ว
และระหว่างรอคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง อัยการได้อนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัวไป
ต่อมาผู้ต้องหาได้หลบหนี ไม่มาพบตามสัญญาประกัน
และพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้อง แต่ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องได้
อัยการจังหวัดสงขลา
ได้มีหนังสือถึงพนักงานสอบสวนให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสงขลา
เพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องหา
พนักงานสอบสวนเพียงแต่ส่งตำหนิรูปพรรณพร้อมภาพถ่ายซึ่งได้ถ่ายรูปและทำประวัติไว้ที่สถานีตำรวจ
ไปให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไป (โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับแต่อย่างใด)
ทั้งสองกรณีมีข้อควรพิจารณาว่าอัยการจังหวัดสงขลา
ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเกินอำนาจหน้าที่หรือไม่ประการใด
และพนักงานสอบสวนจำต้องกระทำตามหรือไม่ ถ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการไปจะเป็นการนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่
โดยความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนในฐานะที่เป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง
มีประสบการณ์ทำงานเป็นพนักงานสอบสวนมายี่สิบห้าปี
ขอฟันธงให้ความเห็นไปเลยว่ากรณีแรก อัยการจังหวัดสงขลา
ไม่มีอำนาจในการทำหนังสือเวียนแจ้งให้พนักงานสอบสวนถือปฏิบัติทุกกรณี
แม้จะอ้างนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดให้ครบวงจรก็ตาม
เพราะการที่ผู้จับไม่ได้จับในข้อหาเสพด้วย
และพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วไม่มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์เสพหรือเป็นผู้ติดยาเสพติด
พนักงานสอบสวนก็ไม่สามารถแจ้งข้อหาเสพกับผู้ต้องหาได้
เพราะหากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเสพโดยไม่มีพยานหลักฐานตามสมควร
เช่นผู้ต้องหารับว่าเสพ เคยเสพหรือติดยาเสพติดมาก่อน
หรือตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ หรือมีพฤติการณ์เสพ เป็นต้น
ก็จะเป็นการไม่ชอบและจะไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องหาด้วย
หรืออาจเป็นการช่วยเหลือผู้ต้องหาในกรณีถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายยาเสพติด
แต่อย่างไรก็ตามพนักงานอัยการชอบที่จะใช้ช่องทางในการพิจารณา
หรือใช้ดุลยพินิจจากสำนวนการสอบสวนเป็นเรื่องๆไป
แล้วใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
143
วรรคสอง(ก)
ในการมีหนังสือสั่งให้พนักงาน
สอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม
และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้ และจะเป็นการปลอดภัยกับพนักงานสอบสวน
ว่าไม่ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายให้กระทำได้
ส่วนกรณีที่สอง พนักงานสอบสวนหลายนาย
สนับสนุนพนักงานอัยการแต่เพียงส่งภาพถ่าย ตำหนิรูปพรรณเท่านั้น
น่าจะไม่เป็นการถูกต้อง เพราะเมื่ออ่านข้อบังคับประธานศาลฎีกา ฉบับ พ.ศ.2548
ข้อ 9
แล้ว (ตรวจสอบจากหน้าหลักของเว็บไซท์ ภ.จว.สงขลา) ผู้ที่มีอำนาจยื่นคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลคือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
และเจ้าพนักงานอื่นผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือสอบสวนคดีอาญา
ซึ่งน่าจะไม่รวมถึงอัยการด้วย
และการสั่งการของพนักงานอัยการดังกล่าวน่าจะถือว่าเป็นการสั่งการให้สอบสวนเพิ่มเติม(ต้องตีความให้เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ)
สำหรับการผิดสัญญาประกันก็เป็นหน้าที่โดยตรงของพนักงานอัยการที่จะบังคับเอาตามสัญญาประกัน
ไม่เกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด
******************************
|