|
"แจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับรูปแบบและการป้องกันให้ทันกับกลโกงของแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมาธุรกิจขายตรง
MLM " |
|
1.
การหาสมาชิกและการดำเนินงานทั่วไปของธุรกิจขายตรงหลายชั้น (MLM) |
|
ลักษณะการหาสมาชิกของธุรกิจ
MLM |
|
การหาสมาชิกจะเริ่มจากการแนะนำสินค้า
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
โดยจะแนะนำให้ผู้มุ่งหวังได้ทดลองใช้สินค้าหรือซื้อสินค้าไปใช้ก่อน
เช่น
อาจจะซื้อสินค้าจากผู้แนะนำหรือสมัครเป็นสมาชิกเพื่อซื้อสินค้าในรหัสของตัวเองเลยก็ได้
หลังจากซื้อสินค้ามาใช้เองแล้ว
ถ้าเกิดใช้แล้วชอบประทับใจในตัวสินค้าก็จะซื้ออีกเป็นครั้งที่สอง
หรือถ้าไปแนะนำให้คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นญาติ,
เพื่อน
หรือคนรู้จักได้ใช้สินค้าเหมือนกันกับที่ตัวเองใช้อยู่ก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากทางบริษัท
เรียกว่า "ค่าคอมมิสชั่น" หรืออาจจะเรียกวิธีการหาสมาชิกของธุรกิจ
MLM ง่าย ๆ ว่า "ใช้ดีแล้วบอกต่อ"
ซึ่งนั่นหมายถึง ตัวสินค้าต้องเป็นสินค้าที่ดีและมีคุณภาพจริง ๆ
ตัวสินค้าต้องสามารถขายตัวมันเองได้
และที่สำคัญสินค้าต้องราคายุติธรรมสมกับคุณภาพจึงจะสามารถหาสมาชิกได้ง่าย
อีกทั้งค่าสมัครเป็นสมาชิกของธุรกิจ MLM
จะไม่แพงจนเกินไป คนทุกระดับสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้
เพราะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ MLM
ไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุผลที่จะให้คนที่อยากจะซื้อสินค้ากับทางบริษัทต้องเสียเงินค่าสมัครแพง
ๆ เพราะบริษัท MLM
มีความต้องการที่จะขายสินค้ามากกว่าที่จะหากำไรจากค่าสมัครสมาชิก
จะสังเกตเห็นได้ว่าการเป็นสมาชิกของธุรกิจขายตรงจะไม่ยุ่งยาก วุ่นวาย
จะไม่มีการแนะนำให้คนที่จะเป็นสมาชิกต้องนำเงินมาลงทุนครั้งละมาก ๆ
หรือไม่มีการแนะนำให้ผู้มุ่งหวังไปกู้เงิน ยืมเงิน
เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิก
เพราะนั่นแสดงว่าบริษัทที่ทำอย่างนี้มีเจตนาที่จะระดมทุนหรือระดมเงิน
เพื่อนำมาหมุนเวียนภายในบริษัท
และนำเงินของสมาชิกใหม่มาจ่ายให้กับสมาชิกเก่าซึ่งผู้ที่เข้าสู่บริษัทลักษณะนี้มีอัตราการเสี่ยงสูงมาก
เพราะอาจจะไม่ได้เงินคืน หรืออาจถูกหลอกลวงได้ง่าย
และในที่สุดก็จะหาสมาชิกไม่ได้เลย |
|
2. การดำเนินงานโดยทั่วไปของ
MLM |
|
คนที่อยากจะมีรายได้จากธุรกิจ
MLM
จะเน้นเอากำไรจากการขายแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
จะต้องรู้จักการหาคนเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมงานของตนเองด้วยเพื่อที่จะได้มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง
คนที่เข้าสู่ธุรกิจ MLM
จะมีอยู่หลายกลุ่มหลายประเภท บางคนเข้ามาเพื่อเป็นเพียงผู้บริโภค
เพื่อซื้อสินค้าใช้
บางคนเข้ามาเพื่อทำเป็นงานอดิเรกมีรายได้เสริมบ้างเล็กน้อย
หรือบางคนเข้ามาเพื่อตั้งใจทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว
ซึ่งเมื่อเข้าสู่ธุรกิจ MLM แล้ว
การดำเนินงานพอจะอธิบายได้โดยสังเขป ดังนี้
|
|
1. การขาย
คนที่เข้าสู่ธุรกิจขายตรงหลายชั้นหรือ
MLM
คงจะต้องเริ่มจากการขายหรือแนะนำตัวสินค้าให้ได้เสียก่อน
เพราะถือเป็นการเปิดประตูด่านแรกที่จะทำให้คนได้รู้จักกับบริษัทและได้รู้จักกับธุรกิจ
เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกของธุรกิจขายตรงจะต้องพยายามศึกษาข้อมูล
และลักษณะเด่นต่าง ๆ ของสินค้า เพื่อที่จะแนะนำได้อย่างถูกต้อง
โดยยึดหลักจรรยาบรรณที่ว่า
ไม่ต้องพูดโอ้อวดสรรพคุณของสินค้าเกินความเป็นจริง
แต่คนที่อยากจะมีรายได้จากธุรกิจ MLM
จะเน้นเอากำไรจากการขายแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
จะต้องรู้จักการหาคนเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมงานของตนเองด้วย
เพื่อที่จะได้มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง
|
|
2. การขยายทีมงาน
การขยายทีมงานหรือการชวนคนถือเป็นงานที่ต้องทำมากที่สุดเพราะธุรกิจ
MLM รายได้ที่แท้จริง
จะอยู่ที่การแนะนำคนให้ใช้สินค้าและสมัครเป็นสมาชิก
เพราะฉะนั้นคนที่เข้าสู่ธุรกิจ MLM
จะต้องพยายามชวนคนเข้าร่วมธุรกิจให้ได้มากที่สุดและแนะนำคนที่สมัครเป็นสมาชิกได้ใช้สินค้า
เพื่อที่ว่าหากใช้สินค้าแล้วชอบก็จะสามารถซื้อใช้เองได้ในรหัสของตัวเอง
และเมื่อไปแนะนำคนอื่น ๆ ให้ได้ใช้สินค้าตนเองก็จะมีรายได้
ธุรกิจนี้จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด |
|
3. การบริหารสมาชิกในทีมงาน
ต้องรู้จักพัฒนาศักยภาพของตนเองและของสมาชิกในทีมงานด้วย
การพาสมาชิกเข้าประชุมเข้าร่วมอบรมกับทางบริษัทอย่างต่อเนื่อง
เพื่อทำความเข้าใจในตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์
และรู้ถึงวิธีการที่นำพาทีมงานให้ประสบความสำเร็จ
ที่สำคัญต้องดูแลให้ทีมงานเกิดความรัก ความสามัคคี และมีความสุข
มีรายได้ที่ดีจากการเข้าสู่ธุรกิจ
MLM |
|
3.
สินค้าในระบบขายตรง |
|
โดยปกติสินค้าในระบบขายตรงที่ดีจะแยกแยะได้ชัดเจนจากธุรกิจแชร์ลูกโซ่
ซึ่งมีสินค้าเป็นเพียงเครื่องมือในการระดมเงิน
โดยสินค้าในธุรกิจหลอกลวงดังกล่าว มีลักษณะ
|
|
1. สรรพคุณของสินค้าจะเกินจริง
ส่วนใหญ่แล้วสินค้าในกลุ่มที่สรรพคุณเกินจริง
และขายได้ในราคาที่สูงมักจะใช้หมวดหมู่ของอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเครื่องบังหน้า
หรือมีบางส่วนเป็นเครื่องสำอาง เครื่องใช้เพื่อสุขภาพ
มักกล่าวอ้างว่า บำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นโรครุนแรงเรื้อรัง
วงการแพทย์ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ เบาหวาน
อัมพาต อัมพฤกษ์ ลดน้ำหนักโดยไม่ต้องควบคุมอาหาร
และตั้งราคาที่สูงจากสรรพคุณนั้น ๆ ได้
|
|
2.
ต้นทุนกับราคาปลายทางไม่สมเหตุสมผล
เช่น ต้นทุน
10 บาท ขาย 2,000
บาท ต้นทุน 100 บาท ขาย
3,000 บาท เป็นต้น
เพราะธุรกิจเหล่านี้จะไม่ต้องการให้ลูกค้าคนเดิมมีการซื้อซ้ำในสินค้าตัวเดิม
ต้องการใช้ซื้อเพียงครั้งแรกเท่านั้น เมื่อสรรพคุณไม่สมราคา
|
|
ลูกค้าหรือผู้ได้ร่วมธุรกิจ จะแบ่งเป็น
2 กลุ่ม คือ
|
|
กลุ่มที่
1
มีความชัดเจนในธุรกิจประเภทนี้ดี
รับรู้แต่แรกว่าสินค้าเป็นเพียงเครื่องมือตั้งล่อเพื่อนำเงินมาต่อเงินเท่านั้น
|
|
กลุ่มที่
2
เกิดความหลงผิด
เชื่อว่าสรรพคุณของสินค้าเป็นเช่นนั้นจริง
แต่เมื่อซื้อไปแล้วความเสียดายเงินบวกกับความโลภ
จะทำให้ต้องตกกระไดพลอยโจนดำเนินธุรกิจต่อด้วยการไปหลอกคนอื่นให้เสียรู้ในลักษณะเดียวกัน
|
|
ข้อเสนอแนะในการตรวจสอบ ราคาต้นทุนกับราคาปลายทาง
ภาครัฐสามารถทำได้โดยประสานหน่วยงานเหล่านี้
และร่วมมือกันได้อย่างชัดเจนจาก
5 หน่วยงาน
|
|
1. สคบ.
เริ่มต้นตรวจสอบ จากการร้องเรียน ของผู้บริโภค
|
|
2. อย.
ตรวจสอบสรรพคุณ และความถูกต้อง ตามกฎหมายของสินค้า
|
|
3. สรรพากร
ตรวจสอบ ราคาต้นทุนของ สินค้าที่ผลิต ภายในประเทศ
|
|
4. ศุลกากร
ตรวจสอบ ราคาต้นทุนของ สินค้าที่นำเข้า
|
|
5. สศก.
สืบสวนสอบสวน กระบวนการดำเนินการ ทางธุรกิจ ในการขายสินค้านั้น ๆ |
|
4. หลักการพิจารณาธุรกิจขายตรง
MLM ที่ดี
|
|
แผนการตลาด ต้องให้คอมมิสชั่นสมาชิกได้มาก
ในขณะที่คุณภาพและราคาสู้คู่แข่งได้ แผนการตลาดต้องเรียบง่าย เช่น
ค่าสมัครไม่แพง ขึ้นตำแหน่ง (ระดับคอมมิสชั่น) ได้ไม่ยากจนเกินไป
|
|
1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ต้องเป็นรูปธรรมมีคุณภาพมาตรฐาน
ถ้าเป็นสินค้าด้านสุขภาพต้องมีองค์กรมาตรฐานรับรองเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดมีการซื้อซ้ำ
สำหรับบริษัทเปิดใหม่ถ้าไม่ใช่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง
หรืออาหารเสริมที่มีลิขสิทธิ์ มีโอกาสขาดทุนและปิดตัวในเวลาไม่ช้า
เนื่องจาก Margin ไม่พอ หรือไม่ดึงดูดสมาชิก
|
|
2. ราคา ต้องไม่สูงเกินคู่แข่ง
(สินค้าประเภทเดียวกัน) เพราะการแข่งขันสูง
|
|
3. แผนการตลาด ต้องให้คอมมิสชั่นสมาชิกได้มากในขณะที่คุณภาพและราคาสู้คู่แข่งได้
แผนการตลาดต้องเรียบง่าย เช่น ค่าสมัครไม่แพง ขึ้นตำแหน่ง (ระดับคอมมิสชั่น)
ได้ไม่ยากจนเกินไป และเป็นไปตามความสามารถ รักษายอดไม่สูง
มีสิ่งจูงใจมาก ไม่ต้องตุนสินค้า |
|
4. ผู้ประกอบการ (เจ้าของบริษัท)
ต้องมีคุณธรรม (ไม่คิดตีหัวเข้าบ้าน เอาเปรียบ ฯลฯ)
มีเงินทุนเพียงพอในการประกอบการ (เพราะระยะต้นจะไม่มีกำไร)
เข้าใจธุรกิจ MLM มีวิสัยทัศน์
(คาดการณ์ล่วงหน้าพร้อมมาตรการรองรับ) |
|
5. บุคลกรของบริษัท
ต้องมีคุณภาพและจำนวนเพียงพอ การจ้างผู้ที่อ้างว่าเป็นมืออาชีพ
หรือนักบรรยายมักไปไม่รอด เพราะส่วนใหญ่หลอกหากินกับบริษัทอื่น ๆ
มาก่อน บางคนถูก Blacklisted
แล้วสมาชิกเห็นต้องร้อง "ยี้" |
|
6. จุดกระจายสินค้า ต้องมีมาก เพราะ
MLM เป็นธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในตัว
|
|
7.
บริษัทที่มีการส่งเสริมการขายและส่งเสริมภาพลักษณ์ จะได้เปรียบ
คนมีระดับ (B และ A)
จะชอบร่วมกับบริษัทที่มีภาพลักษณ์ของความมั่นคง สร้างสรรค์สังคม
แก้ไขปัญหาสังคม ไม่ยุยงให้สังคมฟุ้งเฟ้อ |
|
8. กลุ่มผู้มุ่งหวังรอบตัว
ผู้มีรายได้น้อยไม่ควรเข้าสู่บริษัทที่ขายสินค้าราคาสูง
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มบนไม่ควรเข้าสู่บริษัทที่ขายสินค้าระดับล่าง
บริษัทที่มีความหลากหลายของสินค้าจะได้เปรียบ
|
|
9. บริการของบริษัท ควรมีมากพอ เช่น
สถานที่บรรยาย อบรม กระจายสินค้า รับคืนสินค้า ภาษี ฯลฯ
จะได้ลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก |
|
5. แชร์ลูกโซ่คืออะไร
?
|
|
แชร์ลูกโซ่
หมายถึง รูปแบบการดำเนินธุรกรรมที่มุ่งประสงค์เพื่อหารายได้จากการระดมทุนเป็นหลัก
โดยมีการสัญญาในการเข้าร่วมธุรกิจที่จะตอบแทนผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง
ๆ ที่สูงกว่าเงินลงทุน
ซึ่งผู้ประกอบการมักจะอ้างถึงการนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ต่อ ๆ
ไป เพื่อปันรายได้แจกจ่ายผู้เข้าร่วมธุรกิจอย่างทั่วถึง แต่ผลของมัน
คือ การที่ตอบแทนผลประโยชน์ในช่วงต้น ๆ
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการร่วมธุรกิจต่อเนื่องจนเมื่อถึงจุดที่ผู้ประกอบการหวังผลในการระดมทุนสำเร็จแล้ว
ก็จะหาทางปิดตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายผลประโยชน์ต่อ ๆ ไป
หรืออาจจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าฐานที่เข้ามาหรือผู้เข้าร่วมธุรกิจที่เข้ามาในช่วงหลังจะไม่สามารถหมุนเวียนเงินตอบแทนได้กับคนที่มาก่อนได้
ก็จะเริ่มปิดตัวลง
|
|
ลักษณะและวิธีการดำเนินงาน
|
|
การหาสมาชิก และการจ่ายผลประโยชน์
|
|
ส่วนใหญ่วิธีการดำเนินงานของแชร์ลูกโซ่จะเริ่มจากวงแคบ ๆ
จากเพื่อนคนใกล้ชิดแล้วค่อย ๆ ขยายตัวไปรอบนอก จนถึงขั้นควบคุมไม่ได้
เพราะจะเริ่มออกสู่วงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
การหาสมาชิกก็จะใช้วิธีสร้างภาพลวง
หว่านล้อมให้เกิดความเชื่อและการจ่ายผลประโยชน์กับสมาชิกระดับต้น ๆ
หรือใกล้ชิดเป็นส่วนใหญ่ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ อีกข้อหนึ่ง คือ
สมาชิกเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนสนิทของกลุ่มผู้ก่อตั้งแชร์ลูกโซ่อยู่แล้ว
ย่อมมีผลประโยชน์คาบเกี่ยวกันมากมาย ดังนั้น
จึงสามารถที่จะสร้างภาพลวงร่วมกันได้
สุดท้ายเมื่อได้ระดมทุนตามประสงค์แล้วก็จะปิดตัวลง
ซึ่งสมาชิกระดับใกล้ชิดก็จะไม่เสียประโยชน์ใด ๆ
ส่วนแมลงเม่าที่บินมาภายหลังส่วนใหญ่จะเป็นผู้เสียหาย
และตามตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ เพราะหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว
ครั้นจะมาหาข้อมูลจากสมาชิกระดับผู้นำก็เปล่าประโยชน์
เพราะได้ปิดปากตัวเองแล้วจากผลประโยชน์ที่คาบเกี่ยวกันกับเจ้าของแชร์ลูกโซ่
|
|
ประเภทของแชร์ลูกโซ่ และลักษณะของแต่ละประเภท
|
|
1. ระบบพีระมิด (Pyramid
System)
ระบบนี้เน้นการหาสมาชิกรายหัว
ซึ่งรายได้ของคนที่มาก่อนมาจากการหาสมาชิกของคนใหม่ที่เกิดขึ้นในขั้นฐาน
หากเกิดการหาสมาชิกขาดช่วงลง
สมาชิกที่มาก่อนจะเกิดผลกระทบในด้านรายได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากระบบ
MLM
ที่ถึงแม้สมาชิกจะเข้ามาไม่มากก็จ่ายผลประโยชน์ตามระบบได้
ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนฐานแต่อย่างใด
เพราะรายได้จะมาจากการขายสินค้าตัวเดิมให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือระบบพีระมิดนั้น
คนที่เข้าร่วมธุรกิจก่อนจะได้เปรียบมากที่สุด
คนที่เข้ามาทีหลังไม่มีโอกาสแซงได้เลย |
|
2. ระบบลูกโซ่แบบรู้จบ (Enless
Chain System)
ระบบนี้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ดี ๆ แต่มีการจบของระบบ
คือ
การที่สมาชิกเข้ามาก่อนสามารถรับผลประโยชน์จากสมาชิกที่เข้ามาใหม่
แต่จำกัดลำดับขั้น
ถ้าสิ้นสุดขั้นที่กำหนดก็ไม่มีสิทธิ์รับผลประโยชน์อีกสมาชิกในระดับถัดลงไปก็ขึ้นมารับผลประโยชน์ต่อเป็นรายต่อไป
รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากสมาชิกที่เข้ามาใหม่ แต่กำหนดลำดับอย่างชัดเจน
คือ เมื่อเข้ามาครั้งแรกต้องจ่ายให้กับลำดับที่เพิ่งจะมีรายได้
จนกว่าลำดับตัวเองจะถูกดันขึ้นไปรับผลประโยชน์ ข้อสังเกตก็คือระบบนี้
สมาชิกที่มาภายหลังจะเริ่มไต่อันดับขึ้นไปเรื่อย ๆ
เพราะฐานคนจะเริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
การหาสมาชิกจะไม่ทันท่วงทีของการที่จะรับรายได้
|
|
3. ระบบลูกบอลหิมะ (Snow Ball
System)
ระบบนี้คล้ายกับการ Trading
ระบบเงิน คือ การลงหุ้นในด้านการเงินแล้วแต่สัดส่วนที่จะลงทุน
ลงน้อยได้ผลตอบแทนน้อย ลงทุนมากได้ผลตอบแทนมากตามสัดส่วน
การจ่ายผลประโยชน์มีเป็นงวด ๆ ดังนั้น จะใช้เงินของนักลงทุน
มาจ่ายให้กับคนที่ลงทุนก่อน หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ
จนกว่ารอบที่สัญญาจะหมดไปคล้าย ๆ
กับลูกหิมะที่ตกจากภูเขาสูงจะหมุนตัวจากลูกเล็ก ๆ
จนเป็นก้อนหิมะยักษ์ที่ถล่มหมู่บ้านให้พังพินาศได้เป็นแถบ ๆ
|
|
4. ระบบลูกโซ๋ (Chain System)
จริง ๆ แล้ว ทุกระบบที่กล่าวมาข้างต้น
ล้วนเป็นหนึ่งของระบบลูกโซ่อยู่แล้ว ดังคำจำกัดความที่ให้ไว้
แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ละระบบ
ระบบแชร์ลูกโซ่จะแตกต่างกับระบบข้างต้นก็คือ
จะไม่มีการจำกัดระยะเวลาตอบแทน
และส่วนใหญ่จะให้ข้อตอบแทนที่สูงมากเกินจากการลงทุนเป็นจำนวน
2 - 5 เท่าขึ้นไป 5.
ระบบเกมการเงิน (Money Game System)
ระบบเกมการเงิน คือ การใช้เงินต่อเงิน แต่มีเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยน
เช่น
การสมัครเข้ามาต้องจ่ายเงินให้ผู้แนะนำและหาสมาชิกให้ได้เท่าไหร่จึงจะมีค่าตอบแทน
และการแตกตัวของสมาชิกในเครือข่ายก็จะส่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกระดับสูงตลอดไป
ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะแผนและการตอบแทนใกล้เคียงกับระบบ MLM
มาก แต่ไม่มีสินค้าเท่านั้นเอง ใช้เงินต่อเงินเลย
หรือบางครั้งอาจใช้สินค้าชิ้นเล็ก ๆ บังหน้า หรืออาจเป็นบัตรส่วนลด
บัตรอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ระบบ Pentagono
ที่มีคนนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อปลายปี 41
จากประเทศอิตาลี เป็นต้น 6.
ระบบแชร์ลูกโซ่แบบไบนารี่กลายพันธุ์ จริง ๆ แล้วระบบไบนารี่
เป็นระบบการตลาดใน MLM ระบบหนึ่ง
แต่การนำเอาระบบไบนารี่ไปปรับปรุงเป็นแชร์ลูกโซ่นั้นทำได้ง่ายมากกว่าระบบอื่น
เนื่องจากระบบไบนารี่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ คือ
หาสมาชิกแล้วแบ่งซ้าย ขวา เพื่อให้เท่า ๆ กัน
ซึ่งเมื่อแปลงระบบการจ่ายเงินโดยมีสินค้าบังหน้าเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว
|
|
5. ระบบเกมการเงิน (Money
Game System)
ระบบเกมการเงิน คือ การใช้เงินต่อเงิน
แต่มีเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยน เช่น
การสมัครเข้ามาต้องจ่ายเงินให้ผู้แนะนำและหาสมาชิกให้ได้เท่าไหร่จึงจะมีค่าตอบแทน
และการแตกตัวของสมาชิกในเครือข่ายก็จะส่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกระดับสูงตลอดไป
ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะแผนและการตอบแทนใกล้เคียงกับระบบ MLM
มาก แต่ไม่มีสินค้าเท่านั้นเอง ใช้เงินต่อเงินเลย
หรือบางครั้งอาจใช้สินค้าชิ้นเล็ก ๆ บังหน้า หรืออาจเป็นบัตรส่วนลด
บัตรอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ระบบ Pentagono
ที่มีคนนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อปลายปี 41
จากประเทศอิตาลี เป็นต้น |
|
6. ระบบแชร์ลูกโซ่แบบไบนารี่กลายพันธุ์
จริง ๆ แล้วระบบไบนารี่ เป็นระบบการตลาดใน
MLM ระบบหนึ่ง แต่การนำเอาระบบไบนารี่ไปปรับปรุงเป็นแชร์ลูกโซ่นั้นทำได้ง่ายมากกว่าระบบอื่น
เนื่องจากระบบไบนารี่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ คือ
หาสมาชิกแล้วแบ่งซ้าย ขวา เพื่อให้เท่า ๆ กัน
ซึ่งเมื่อแปลงระบบการจ่ายเงินโดยมีสินค้าบังหน้าเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว
|
|
6.
กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในระบบธุรกิจแชร์ลูกโซ่
|
|
หากย้อนมาดูเหตุการณ์ปัจจุบันหรือกรณีแชร์ลูกโซ่ล่าสุดนั้น
จะพบว่ากลุ่มคนที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่นั้นมาจากหลายอาชีพ
ในส่วนของบริษัทที่เข้ามาแอบแฝงและ กลายมาทำแชร์ลูกโซ่แบบเต็มตัวนั้น
มีทั้งคนในวงการขายตรงและนักธุรกิจจากวงการอื่น
|
|
จุดเริ่มต้นมาจากการแอบแฝงเข้ามาทำธุรกิจขายตรงในลักษณะที่ไม่จริงใจที่จะทำธุรกิจที่ดีหรือตั้งใจทำในระยะยาว
เมื่อผันมาเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่เต็มระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกว่า
"แผนโปรโมชั่น" หรือ "แผนที่
2" ก็ตาม
ทำให้เกิดการเล่นแชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบทันที มีให้เห็นง่าย ๆ คือ
|
|
- ตัวนายทุน
ที่เข้ามาเปิดบริษัทขายสินค้าในระบบขายตรงที่ส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ใจต่อผู้บริโภค
ซึ่งมาจากหลายวงการทั้งนักธุรกิจ นักบริหาร ข้าราชการ
เมื่อแผนการตลาดเดิมไม่ดึงดูดเพียงพอจึงเปลี่ยนมาทำแชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบทันที
|
|
- แม่ทีม ประเภทตระเวนหากินเป็นอาชีพ
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำธุรกิจ
MLM
เป็นหลักเป็นฐานกับบริษัทหนึ่งบริษัทใด
แต่จะตระเวนล่าเงินในรูปแบบต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วง 1
- 2 ปีที่ผ่านมา
คนกลุ่มนี้จะสนุกกับการวิ่งไปเสนอตัวสร้างทีมให้กับบริษัทต่าง ๆ
ที่ใช้แผนการตลาดในระบบไบนารี่
ในลักษณะขอเป็นแม่ทีมติดบริษัทเพื่อรับผลประโยชน์เต็ม ๆ
เมื่อถึงจุดอิ่มตัวก็ตีจาก
แม่ทีมประเภทนี้คาดว่ามีจำนวนมากขึ้นทุกวัน
แม่ทีมเหล่านี้เหล่านี้บางคน คือ ต้นคิดแชร์ลูกโซ่รูปแบบใหม่
ล่าสุดที่สมัครในแผนไบนารี่ ปกติจึงสามารถสมัครแบบ 2
ซึ่งรู้กันว่า คือ
แชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบที่มีการจ่ายผลตอบแทนกันภายใน 3
วัน, 10 วัน หรือ 15
วัน ได้เงินกันแบบเห็นเนื้อเห็นหนัง กำไร 200
- 300 เปอร์เซ็นต์
หลายบริษัทเปิดขึ้นมาด้วยฝีมือการจัดการของแม่ทีมประเภทนี้
|
|
- แม่ทีมประเภทนักลงทุนและล่าหัวคิว
คนกลุ่มนี้จะไปทุกแห่งที่มีแหล่งล่าเงินและล่าเหยื่อใหม่ ๆ
ขอเพียงให้ได้สมัครอยู่ใกล้ ๆ หัวแถว หรือเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มต้น
แม้กระทั่งแชร์ลูกโซ่ล่าสุดคนเหล่านี้ก็ตอบคำถามชัดเจนว่าทำไมจะไม่รู้ว่านี่คือแชร์ลูกโซ่
แต่มาก่อนลงก่อนได้ก่อนอยู่แล้ว ส่วนข้างหลังใครจะเจ๊ง ใครจะเสีย
ก็ช่างเขาประไร
|
|
- คนทั่วไปที่อยากได้เงิน
มาจากหลากหลายอาชีพทั้งแม่บ้าน ข้าราชการทั้งที่เกษียณ
และยังไม่เกษียณ ดารา นักธุรกิจ พนักงานบริษัท ทหาร ตำรวจ ฯลฯ
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรู้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่ก็พร้อมที่จะเสี่ยง
ซึ่งหากเป็นเงินส่วนตัวก็ถือว่าเป็นการเดือดร้อนส่วนตัว
แต่หากเป็นการหยิบยืม
ระดมเงินญาติมาเล่นแชร์ลูกโซ่ก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมที่กระทบคนอื่นตามมา
|
|
7. แชร์ลูกโซ่ต่างจาก MLM
อย่างไร? |
|
หลังจากแชร์ลูกโซ่ระบาดอย่างหนักเมื่อกว่าสิบปีก่อนนี้
และเข้ามาเกาะอยู่กับธุรกิจขายตรงอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นภาพซ้อนที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าขายตรงในระบบ
MLM ต่างกับแชร์ลูกโซ่อย่างไร
|
|
หากเป็นแชร์ลูกโซ่ตรง ๆ
ไม่ปรุงแต่งแปลงกายก็เป็นเรื่องที่ดูแล้วเข้าใจง่าย
เพราะมีการล่าหัวคิวหรือลงทุนแล้วรอรับส่วนแบ่งกันตรงไปตรงมาแทบจะไม่มีสินค้าเป็นจริงเป็นจังมากนัก
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งการแฝงตัวเข้ามาอาศัยระบบ
MLM หากินของบางกลุ่มบางบริษัทนั้น
แนบเนียนเกินกว่าจะมองกันอย่างธรรมดา ๆ
แต่ต้องมองอย่างชนิดที่ต้องเรียกว่า แยกแยะกันเป็นส่วน ๆ เลยทีเดียว
เพราะบริษัทเหล่านี้ได้พัฒนาไปมากกว่าแชร์ลูกโซ่ธรรมดาด้วยการทำทีว่าเป็น
MLM
ของแท้แต่สร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบ
ดูผิวเผินเหมือนไม่ใช่การระดมเงิน หรือหลอกล่อดึงผลประโยชน์
แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นการดึงเม็ดเงินโดยผ่านกระบวนการสมาชิก
ด้วยการจ่ายผลตอบแทนที่สูงเกินความเป็นจริงทางธุรกิจ
เพราะไม่ได้มีเจตนาจะขายสินค้าอย่างเป็นธรรม
จึงกลายเป็นกลุ่มที่ทำในรูปของระบบพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่มีหลายส่วนที่จะแยกออกมาให้เห็นว่าแชร์ลูกโซ่ที่แอบแฝงอยู่ในธุรกิจ
MLM เป็นอย่างไร |
|
- เริ่มที่ค่าสมัครที่ค่อนข้างสูง
และถูกบังคับให้ซื้อสินค้าพร้อมกับการสมัคร บางแห่งอยู่ที่ประมาณ
4,000 บาท ขณะที่บางแห่งสูงกว่า
10,000 บาท ในขณะที่ระบบ MLM
ที่แท้จริงไม่มีการบังคับซื้อ
|
|
- ไม่ได้สนใจขายสินค้า
แต่การแนะนำเข้าร่วมธุรกิจจะบอกหรือเน้นอยู่ที่การหาคนเข้ามาสมัคร
จะมีส่วนแบ่งรายได้ว่าหามากี่คน จะได้ไปกี่พัน กี่หมื่น
หรือกี่แสนบาท ขณะที่
MLM
เป็นการสร้างธุรกิจเพื่อขายสินค้า
และสร้างองค์กรเพื่อให้เกิดการขายอย่างกว้างขวางขึ้น
|
|
- การจ่ายผลประโยชน์หรือคอมมิสชั่น
มาจากส่วนแบ่งการล่าคนเข้ามาในระบบที่วางกฎบังคับซื้อสินค้า
ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการบริโภค
แต่แท้ที่จริงแล้วสินค้าเป็นแค่ฉากบังหน้า
และเป็นเครื่องมือดึงเงินเข้าระบบ
เพราะหากไม่มีการบังคับซื้อก็ไม่สามารถจ่ายค่าหัวคิวเป็นทอด ๆ ได้
ทำให้ระบบเดินต่อไปไม่ได้และล้มไปในที่สุด ขณะที่
MLM
มีรายได้จากการขายสินค้าหรือยอดขายสินค้าที่เกิดขึ้นในองค์กร
ทั้งหมดนี้เป็นหลักใหญ่ในการพิจารณาดูว่าบริษัทไหนเข้าข่ายเป็นระบบพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่หรือไม่
ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจไม่ใช่สาระสำคัญมากนักในการพิจารณา
|
|
8. แชร์ลูกโซ่แอบแฝงอยู่ใน
MLM อย่างไร? |
|
คำว่า "แอบแฝง"
น่าจะบอกลักษณะและพฤติกรรมของกลุ่มคนที่เข้ามาใช้ธุรกิจขายตรงในระบบ
MLM เพื่อแฝงตัวล่าหัวคิว
หรือสร้างธุรกิจล่าหัวคิวขึ้นมาพื่อเน้นการแอบแฝง
แน่นอนว่าการที่คนใหม่ ๆ หรือคนที่สนใจจะเข้าร่วมธุรกิจ MLM
สามารถสังเกตหรือแยกแยะออก อาจเป็นเรื่องยากยิ่ง
|
|
คนนอกวงการที่ไม่เคยเข้ามาสัมผัสธุรกิจนี้ไม่เคยศึกษาหรือไม่เคยรู้เลยว่าธุรกิจ
MLM ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
เมื่อได้รับการชักชวนให้สมัครเป็นกลุ่มแชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวอยู่
อาจเข้าใจเอาเองในทันทีว่า นี่คือ ขายตรง MLM
ของแท้ เพราะภาพที่ผู้ชักชวนแนะนำบอกมาก็คือ ธุรกิจ MLM
|
|
หากจะแยกแยะกันแบบมองง่าย ๆ
น่าจะแบ่งพวกแอบแฝงเหล่านี้ออกเป็น
3 ลักษณะใหญ่ ๆ
|
|
1. อย่างแรก
คือ พวกที่เข้าใจได้ง่าย
มองเห็นค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นแชร์ลูกโซ่แน่นอน
แม้ว่าจะมีสินค้าที่อุปโลกน์ขึ้นมาประกอบ
แต่ลักษณะการให้แนะนำคนเข้ามาสมัคร
และระบุกันอย่างชัดเจนเลยว่าจะได้ส่วนแบ่งจากการหาสมาชิกรายละเท่าไหร่
บริษัทเหล่านี้ค่อนข้างดูง่ายในหลาย ๆ ส่วน
ทั้งสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ สถานที่และเอกสารต่าง ๆ
ดูไม่มีมาตรฐานเชื่อถือไม่ได้
บางบริษัทถึงกับใช้ใบเสร็จที่ซื้อมาจากร้านเครื่องเขียนก็มี
หรือบางแห่งอาจจะไม่มีเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนบริษัท
หมายเลขผู้เสียภาษีและอื่น ๆ
ที่เป็นเอกสารจากทางราชการที่พอจะระบุได้ว่าเป็นรูปบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย
หรือแม้แต่เอกสารประกอบการขายก็ทำขึ้นมาหยาบ ๆ ง่าย ๆ
และหากจะไปมองกันที่กระบวนการการทำตลาด
แทบจะไม่ได้นำเสนอสินค้ากันมากนัก ไม่ได้สาธิตสินค้ากันอย่างจริงจัง
มีสินค้าอยู่แค่ไม่กี่รายการ
แต่ชอบป่าวประกาศว่าจะมีสินค้าทยอยออกมาอีกหลายรายการแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อย่างที่ประกาศไว้
นอกจากไม่ได้พูดถึงตัวสินค้าอย่างจริงจังแล้ว
การนำเสนอแผนการตลาดที่แปลงและพัฒนามาเพื่อเป็นการล่าหัวคิวโดยเฉพาะจะมีการพูดกระตุ้นเรื่องนี้กันเป็นหลัก
และเน้นรายได้กันเป็นสัปดาห์ หรือเป็นรายวันกันเลยทีเดียว
ในขณะที่การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพสมาชิกในการทำตลาดอย่างมีคุณภาพและมีมาตรฐานแทบจะไม่มีเลย
บริษัทเหล่านี้จะเปิดให้เม็ดเงินไหลเข้าโดยการให้แม่ทีมระดมคนเข้ามาสมัคร
ซึ่งตามแผนการตลาดจะระบุชัดเจนว่า
หามาได้กี่คนครบตามเงื่อนไขจะได้ส่วนแบ่งกี่พัน กี่หมื่นบาท
เมื่อถึงจุดที่ไม่ควรจะเปิดต่อไปด้วยเหตุผลต่าง ๆ แล้ว
ก็จะปิดบริษัททันทีพร้อมกับเม็ดเงินที่ได้ไป
และอาจจะไปเปิดที่ใหม่ในชื่อใหม่ รูปแบบใหม่
แม้กระทั่งผู้บริหารก็อาจจะมาในชื่อใหม่
ล่าสุดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน
2542 เป็นต้นมา เมื่อแผนการตลาดเดิมไม่จูงใจมากพอ
จึงหันมาเปิดแชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบ
โดยเปิดซ้อนขึ้นมาอีกแผนหนึ่งซ้อนอยู่ในบริษัทเดียวกัน
คราวนี้กำหนดกันว่าลงรหัสละประมาณ 3,000 บาท
ลงสมัครได้ไม่จำกัดรหัส ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดและทองคำ
รวมแล้วกำไร 200 - 300 เปอร์เซ็นต์
ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน
|
|
2. ส่วนลักษณะที่สอง
คือ พวกที่ประกาศตัวชัดแจ้งว่า นี่คือ ขายตรงหลายชั้น
มีการสร้างบริษัทที่ได้มาตรฐานบางแห่งอาจจะเป็นบริษัทต่างประเทศ
ถ้าเทียบกับลักษณะแรกแล้วแตกต่างกันมากในเรื่องของสถานที่เอกสารหลักฐาน
จะครบถ้วนสมบูรณ์ดูผิวเผินภายนอกน่าเชื่อถือมาก แม้แต่ตัวผู้บริหาร
ที่ปรึกษา และผู้เกี่ยวข้อง ทุกอย่างล้วนดูมีคุณภาพทั้งสิ้น
จุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือบริษัททั้ง
2
ลักษณะนี้จะไม่นิยมเปิดสาขาหรือหากจะเปิดก็น้อยมาก ๆ
เพราะการเปิดสาขาหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น
เมื่อคิดจะเข้ามาหาผลประโยชน์จากคนโลภ
จึงไม่คิดที่จะทำบริษัทที่ยืนยาว
และร่วมพัฒนาวงการนี้อย่างแท้จริงจึงไม่เปิดสาขาให้เปลืองเงิน
เปลืองเวลา โดยมักอ้างว่าไม่จำเป็น
เพราะสามารถส่งสินค้าผ่านช่องทางขนส่งต่าง ๆ ได้ทั่วประเทศ
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว
การเปิดสาขาไม่ได้หมายถึงการจัดส่งอย่างเดียวแต่เป็นการพัฒนา
และดูแลสมาชิกเพื่อพัฒนาธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวในพื้นที่นั้น ๆ
การไม่เปิดสาขาจึงส่อแนวโน้มอย่างหนึ่งว่าบริษัทเหล่านั้นตั้งใจจะอยู่ไม่นาน
และพร้อมจะปิดได้ทันที นอกจากจุดสังเกตที่ว่าแล้ว
การแบ่งตัวที่แนบเนียนและลุ่มลึกร้ายกาจมาก คือ
แผนการตลาดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาให้ดึงดูดใจ
หรือโดนใจคนโลภโดยสามารถทำทั้งด้านที่บริสุทธิ์ใจก็ได้
หรือเป็นการล่าหัวคิวเต็มตัวโดยมีสินค้าเป็นแค่ตุ๊กตาที่อ้างว่ามีคุณภาพ
ทั้งที่หลายบริษัทมีสินค้าอยู่แค่ไม่กี่รายการ
ด้วยแผนการตลาดที่ว่านี้
เมื่อสามารถล่าหัวคิวโดยการเปิดรับสมัครแบบบังคับซื้อสินค้าแรกเข้าทันที
บางบริษัทสูงกว่า 1 หมื่นบาท
ขณะที่บางบริษัทอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท
มีการระบุชัดเจนว่าเมื่อสามารถหาคนเข้ามาสมัครและซื้อสินค้าทันทีต่อจากตัวเราไปได้กี่รหัสก็จะได้ส่วนแบ่งที่เรียกว่าคอมมิสชั่นกี่พัน
กี่หมื่น หรือกี่แสนบาท
ตามแต่ว่าใครจะสามารถหาคนให้มาสมัครพร้อมกับจ่ายเป็นค่าสินค้าทันทีได้กี่รหัสตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดก็จะได้รับส่วนแบ่ง
ส่วนสินค้าจะบริโภคหรือไม่ จะไม่มีการพูดถึง
เพราะสินค้าถูกนำมาตั้งเพื่อให้สามารถกำหนดวงเงินได้โดยไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายแชร์ลูกโซ่
เท่ากับเป็นการปิดจุดบอดไม่ให้ผิดกฎหมายนั่นเอง
การหาเงินด้วยวิธีดังกล่าว
ไม่เคยสนใจที่จะสาธิตสินค้าหรือพัฒนาสมาชิกให้ทำธุรกิจขายตรงอย่างเข้าใจ
หรือสร้างธุรกิจได้เอง หากแต่มีการจัดอบรมข้างในบางบริษัท
ซึ่งวิทยากรก็ล้วนแต่คนดัง ๆ นอกวงการที่หลาย ๆ
คนไม่ได้ลึกซึ้งในเรื่องธุรกิจขายตรงหลายชั้นเลยแม้แต่น้อย
นี่คือลักษณะของหลายบริษัทที่แฝงตัวอยู่ในระบบ MLM
อย่างแนบเนียน กลมกลืน
เปิดตัวหากินโดยการล่าคนเข้าระบบ เพื่อล่าหัวคิวเป็นเป้าหมายหลัก
|
|
3. ส่วนกลุ่มสุดท้ายมาในรูปของกลุ่มที่เกิดขึ้นจากบรรดาแม่ทีมที่วนเวียนหากินอยู่ในวงการ
MLM ในลักษณะฉาบฉวย
กลุ่มเหล่านี้ตั้งขึ้นมาเพื่อระดมเงินเข้าไปลงทุนในบริษัทที่ใช้แผนไบนารี่
การระดมทุนดังกล่าวมีการตั้งผลประโยชน์ล่อใจไว้ค่อนข้างสูงให้ผลตอบแทนประมาณ
200 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1
เดือน
กลุ่มเหล่านี้มีความเกี่ยวพันกับบริษัทขายตรงบางแห่ง
เมื่อระดมเงินมาได้ก็จะนำไปลงทุนในบริษัทที่ใช้ระบบไบนารี่ในลักษณะแพ็กทีม
หรือจัดวางรหัสในการสมัครให้ได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทนั้นกำหนด
เมื่อได้ผลตอบแทนกลับมาก็นำมาจ่ายคืนซึ่งในความเป็นจริงรายได้จากการแพ็กทีมไม่มากพอจะไปจ่ายคืน
ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ได้
การระดมทุนจะดำเนินไปได้สักระยะหนึ่ง
สุดท้ายก็ปิดและหอบเงินที่เหลือเผ่นเข้ากลีบเมฆทุกราย.
|
|
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ |
|
Computer Crime |
|
กิจกรรมประจำวันต่างๆ ในยุคปัจจุบัน
ล้วนมีความเกี่ยวข้องจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้บัตร
ATM การสื่อสารทางโทรศัพท์
การควบคุมสัญญาณไฟจราจร การขายสินค้า การให้บริการ สาธารณะ เช่น
รถประจำทางปรับอากาศ หรือกระทั่งสายการบิน งานการรักษาพยาบาล
และการฝากเงินธนาคาร เป็นต้น นอกจากนั้น
คอมพิวเตอร์ยังเก็บข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในวงการธุรกิจและแวดวงราชการ
จากแนวความคิดที่ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ 2
เครื่องสามารถติดต่อกัน
และเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ มาสู่ระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันซึ่งใน 1 เครือข่ายนั้น
อาจมีจำนวนเครื่องมากมายที่เป็นสมาชิก
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนำมาสู่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต(Internet)
ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
|
|
ความหมายของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ |
|
1 การกระทำใดๆ ก็ตาม
ที่เกี่ยวกับการใช้ คอมพิวเตอร์อันทำให้เหยื่อได้รับความเสียหาย
และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน |
|
2
การกระทำผิดกฎหมายใดๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ
และในการสืบสวนสอบสวน
ของเจ้าหน้าที่เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
ก็ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน |
|
ลักษณะของอาชญากรคอมพิวเตอร์ (Categories
of Computer Criminals) |
|
1 พวกหัดใหม่(Novice)
บุคคลประเภทนี้มิได้เป็นอาชญากรโดยแท้จริง
เพียงแค่ใช้โอกาสในตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่
เข้าไปดำเนินการกับข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าไปยังฐานข้อมูลนั้นๆ
และมีเป็นจำนวนมาก ที่เป็นลูกจ้าง หรือพนักงานของหน่วยงานนั้นๆ เอง
|
|
2 พวกวิกลจริต(Deranged
persons)
ลักษณะของบุคคลประเภทนี้
มักกระทำอะไรโดยปราศจากเหตุผล ชอบทำลาย
เป็นผู้ป่วยทางจิตและมีอันตรายโดยทั่วไป ไม่สามารถควบคุมตนเองได้
และจำทำลายระบบ ซอฟท์แวร์ หรือแฟ้มข้อมูลต่างๆ
|
|
3
เป็นกลุ่มที่ประกอบอาชญากรรมในลักษณะองค์กร(Organized crime)
เป็นพวกที่ประกอบ
อาชญากรรมโดยหาผลประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ มีการกระทำร่วมเป็นกลุ่มแก็งค์
มีความรู้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
สามารถใช้ในการหลบหลีกหรือยับยั้งการสืบสวนติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ได้
|
|
4 พวกมืออาชีพ(Career)
เป็นพวกกระทำผิด
โดยสันดานถึงแม้ว่าจะถูกจับกุมแล้วเมื่อพ้นโทษออกมา
ก็จะกระทำความผิดซ้ำอีก |
|
5 พวกหัวพัฒนา(Con artists)
เป็นพวกที่ชอบใช้ความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์
ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน |
|
6 พวกช่างคิดช่างฝัน(Ideologues)
เป็นพวกที่กระทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุนแรง
เป็นพวกก้าวร้าวชอบแสดงตัวเองว่ามีจุดเด่น หรือมีอำนาจเหนือบุคคลอื่น
|
|
7 พวก Hacker/Cracker
เป็นพวกที่จงใจ และเจตนาเข้าถึงระบบของคอมพิวเตอร์
และแฟ้มข้อมูล โดยแยกความหมายของ Hacker/Cracker
ได้ดังนี้ |
|
7.1 Hacker หมายถึง
บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ
รักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ได้ แค่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์
|
|
7.2 Cracker หมายถึง
ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล
หรือทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหาย
รวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์
ที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการแนะนำให้ท่านรู้จักประเภทต่างๆ
ของอาชญากรยุคใหม่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก่อความเดือดร้อน
|
|
ความเสียหายอันเกิดจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
|
|
ปัจจุบันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะเป็นอาชญากรรมเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง
ซึ่งไม่สามารถใช้อาวุธปราบปรามได้โดยตรง
ผู้กระทำผิดด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ มีตำแหน่งหน้าที่การงาน
มีประสบการณ์และความชำนาญสูง
และมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล
แต่กฎหมายบ้านเราที่จะเข้าถึงเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างยากแม้ว่าจะมีประมวลกฎหมายอาญาใช้มา
40 กว่าปีแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายที่จะจัดการกับอาชญากรรมประเภทนี้โดยเฉพาะ
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้สร้างความยุ่งยากในการหาและนำพยานหลักฐานมาสู่ศาล
เนื่องจากตามกฎหมายไทย
ใช้ระบบองค์ประกอบความผิดในการตี่ความโดยขยายความค่อนข้างทำได้ยาก
ถ้าสืบไม่พบ ฟังไม่ชัดศาลก็จะยกฟ้องเสมอ จึงสามารถทำนายได้เลยว่า
สภาพปัญหาและแนวโน้มอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในสังคมปัจจุบันจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอนาคต
|
|
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น
4 ลักษณะ คือ
|
|
ลักษณะแรก
การเจาะระบบรักษาความปลอดภัย ทางกายภาพ ได้แก่ ตัวอาคาร
อุปกรณ์และสื่อต่างๆ
|
|
ลักษณะที่สอง
การเจาะเข้าไปในระบบสื่อสาร และการ
รักษาความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ข้อมูลต่างๆ
|
|
ลักษณะที่สาม
เป็นการเจาะเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัย ของระบบปฏิบัติการ(Operating
System) |
|
ลักษณะสุดท้าย
เป็นการเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล เน็ตเป็นช่องทางในการกระทำความผิด
|
|
|
|
ธุรกิจบน
Internet
@@@@@@@@ |
|
ค้าขายด้วย
E-Commerce |
|
ปัจจุบัน
IT
หรือเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ
โดยที่มีผลพลอยได้มาจากการพัฒนาการใช้งานระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ทำให้เกิดเครือข่ายสารสนเทศขนาดใหญ่ที่มีการเชื่อมโยงไปทั่วทุกมุมโลก
ความสามารถในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ให้เข้ากับธุรกิจที่มีอยู่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการสนับสนุนกระบวนการต่างๆ
ในระบบธุรกิจ การใช้อินเทอร์เน็ตในทางธุรกิจที่เรียกว่า
อิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ซ(Electronics commerce)
ได้ส่งผลให้รูปแบบการค้า
กาติดต่อสื่อสารระหว่างธุรกิจ และการทำธุรกรรมการค้าเปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก
อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในด้านการตลาดที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งเห็นได้ว่ามีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดรูปแบบการค้าและการซื้อขายสิ้นค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในเป็นที่นิยมในวงกว้างขึ้น
และได้มีการส่งเสริมจากภาครัฐให้เกิดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับรองการขยายตัวทางด้านการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต |
|
หลักการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต
|
|
ผู้ประกอบการต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตรวมทั้งกำหนดจุดประสงค์หรือนโยบายในการทำเว็บ
เช่น การบริหาร การประชาสัมพันธ์ การหารายได้จากสินค้า และการบริการ
เป็นต้น
ในการทำเว็บต้องมีการเตรียมเนื้อหาให้ดึงดูดผู้ที่จะเข้ามาดูเว็บ
ให้เกิดความสนใจ และควรจะมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ส่วนต่างๆ
ของเว็บได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี
วิธีในการทำเว็บสามารถศึกษาและทำเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการออกแบบและติดตั้งให้แบบครบวงจร
หลังจากที่มีการทำธุรกิจแล้ว
ต้องมีการเตรียมการในการปรับปรุงข้อมูลในเว็บรวมทั้งคอยฟังข้อติชมของผู้ที่เข้ามาดูเว็บเพื่อที่จะได้นำมาแก้ไขให้เว็บน่าดูยิ่งขึ้น
|
|
ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง
|
|
ปัจจุบันมีธุรกิจหลายประเภทที่ได้เริ่มมีการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตโดยที่เราสามารถแบ่งประเภทของธุรกิจได้ดังนี้
|
|
1 ธุรกิจขายตรง
สิ่งที่สำคัญในธุรกิจขายตรง คือการบริการและดูแลลูกค้าในต่างประเทศ
ธุรกิจขายตรงเริ่มมีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการติดต่อระหว่างทีมงาน
เป็นที่รับรายการสั่งซื้อของลูกค้าหรือตั้งเว็บเพื่อสนับสนุนข้อมูล
ให้กับตัวแทนขายสินค้าและลูกค้าทำให้สามารถกระจายฐานลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น
|
|
2 ร้านขายหนังสือ
ในต่างประเทศได้มีการทำธุรกิจขายหนังสือผ่านทางอินเตอร์เน็ต เช่น
Amazon.com
เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดบนอินเทอร์เน็ตสามารถทำกำไรจากการขายหนังสือบนอินเทอร์เน็ตได้ปีละหลายร้อยล้านบาท
ส่วนในเมืองไทยเริ่มมีเว็บขายหนังสือบนอินเทอร์เน็ตหลายราย เช่น
Thaiamazon.com
หรือร้านหนังสือจุฬาก็มีเว็บที่ขายหนังสือผ่านอินเทอร์เน็ต |
|
3 ธุรกิจร้านค้าอาหาร
ในเมืองไทยที่เริ่มมีเว็บที่สามารถสั่งอาหารทางอินเทอร์เน็ต เช่น พิทซ่าฮัทได้เริ่มเป็นรายแรก
ตามมาด้วย
KFC ซึ่งก็ตามมาติดๆ
จากนี้คงมีเว็บที่สามารถสั่งอาหารบนอินเทอร์เน็ตตามมาอีกหลายราย
|
|
ข้อดีในการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต |
|
1 ช่วยเพิ่มข่องทางการจัดจำหน่าย
ในการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต
สามารถเพิ่มช่องทางสำหรับการกระจายและขายสินค้าและยังสามารถทำการส่งเสริมการขายได้ง่าย
เนื่องจากมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่เป็นจำนวนมาก
|
|
2 สามารถให้บริการข้อมูล ข่าวสาร
และการบริการที่ทันสมัยให้กับผู้สนใจอย่างรวดเร็ว
พร้อมด้วยการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็ว
อินเทอร์เน็ตสามารถให้บริการได้ตลอด 24
ชั่วโมงทั้ง 7 วัน
โดยที่ไม่ต้องมีการพักทำให้สามารถทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา
|
|
3 ลดต้นทุนการทำธุรกิจ
การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตสามารถลดต้นทุนทางธุรกิจได้หลายๆ ด้าน เช่น
ด้านการขายและการตลาด
บริษัทไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานขายหรือพนักงานบริการลูกค้าเป็นจำนวนมาก
พนักงานที่มีอยู่สามารถขยายสาขาหรือศูนย์บริการไปหลายๆ ที่
โดยที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงานบริษัทซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของบริษัทลง
4 ช่วยเพิ่มการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ
อินเทอร์เน็ตสามารถนำเสนอสินค้าที่เป็นเอกลักษณะของท้องถิ่นหนึ่งให้คนอีกที่หนึ่งได้รู้จัก
เช่น ในเมืองไทยสามารถโฆษณาสินค้าหัตถกรรมต่างๆ เช่น ไม้แกะสลัก
เครื่องเงิน
ให้กับคนต่างประเทศได้รู้จักก่อนที่จะพัฒนาเป็นการทำธุรกิจต่อไป
|
|
E-commerce
กับธุรกิจผิดกฎหมาย |
|
ปัจจุบันได้มีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในทางผิดกฎหมายมากขึ้น เช่น
การขายหนังสือลามก,
วีดีโอลามก,
สื่อลามกประเภทต่างๆ
เป็นแหล่งโอนเงินที่ผิดกฎหมายรวมทั้งใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงเพื่อกระทำความผิดเป็นต้น
เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เปิดกว้างให้บุคคลใดก็ได้เข้ามาใช้งานทำให้มีบุคคลที่ทำผิดกฎหมายใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการกระทำความผิด
ทางภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้มีการตั้งโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นเพื่อใช้ในการศึกษาและยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศโดยให้คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานและประสานงานระหว่างหน่ายต่างๆ
ซึ่งในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการร่างกฎหมาย
ตัวกฎหมายที่ออกมาคาดว่าจะมีการกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการและนิติกรรมสัญญาแบบอิเล็กทรอนิค
ความรับผิดชอบและการคุ้มครองผู้ใช้รวมทั้งอาจจะมีบทลงโทษผู้ที่นำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
|