ารกู้ยืมเงิน และการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน
 รวบรวมโดย
พ.ต.ท.สมศักดิ์   ณ โมรา  รอง ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.สงขลา


ความรู้เรื่องการกู้ยืม
การกู้ยืมเงินจะบริบูรณ์เมื่อส่งมอบเงิน
การกู้ยืมเงินจะบริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบเงินที่ให้กู้ยืมนั้นแล้ว แม้จะมีการทำสัญญากู้ยืมไว้อย่างถูกต้องครบถ้วน
แต่ไม่มีการ ส่งมอบเงินที่ให้กู้ยืม สัญญากู้ยืมนั้นก็ไม่มีผลบังคับใช้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2542
สัญญากู้มีข้อความชัดเจนว่า จำเลยทั้งสามกู้เงินไปจากโจทก์รวม 100,000 บาท และรับ เงินไปครบถ้วนแล้วในวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 จำเลยทั้งสาม นำพยานบุคคลเข้าสืบว่า ความจริงทำสัญญากู้กันวันที่ 8
พฤษภาคม 2536 โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนกู้เงินโจทก์คนเดียว จำนวน 40,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นเพียงผู้ค้ำประกัน มิใช้ผู้กู้ เป็นการนำสืบถึงความไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้ว่าจำเลย ไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนตามที่ระบุในสัญญากู้ เพราะสัญญากู้ เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจะบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบ ทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. ม. 650 วรรคสอง จึงหาใช่การนำสืบ เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญากู้เงิน ตาม ป.วิ.พ. ม.94(ข) ไม่ แต่เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์
แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. ม.94 วรรคท้าย
หลักเกณฑ์ในการทำสัญญากู้
การกู้ยืมเงินตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้อง
บังคับคดีไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. ม.653
หลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวต้องมีข้อความอะไรบ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2534
ป.พ.พ. ม.653 วรรคหนึ่ง มิได้บังคับว่า หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือต้องมีข้อความ ว่า ใครเป็นผู้ให้กู้ ใครเป็นผู้กู้ กู้ยืมกันเมื่อไร กำหนดชำระเงิน กันอย่างไร อีกทั้งตามมาตราดังกล่าวที่ว่าถ้ามิได้มีหลักฐาน แห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืม เป็นสำคัญนั้นหาได้มีความหมายเคร่งครัดว่าจะต้องมีถ้อยคำว่า กู้ยืมปรากฏอยู่ในเอกสารนั้นไม่ และข้อความที่จะรับฟังเป็น หลักฐานแห่งการกู้ยืมได้นั้นไม่จำต้องมีบรรจุอยู่ในเอกสาร
ฉบับเดียวกัน อาจรวบรวมจากเอกสารหลายฉบับที่เกี่ยวโยง เป็นเรื่องเดียวกัน และรับฟังประกอบกันเป็นหลักฐานแห่งการ
กู้ยืมได้
ไม่มีคำว่า "กู้ยืม" ในหลักฐานเป็นหนังสือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1776/2541
คำว่าหลักฐานเป็นหนังสือ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม.653 วรรคหนึ่ง มิได้เคร่งครัด ถึงกับว่าจะต้องมีถ้อยคำว่ากู้ยืมอยู่ในหนังสือนั้น เมื่อเอกสาร มีข้อความระบุว่าจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์รวม 116,000 บาท มีลายมือชื่อจำเลยลงไว้ แม้ลายมือชื่อมิได้อยู่ในช่องผู้กู้ แต่มีตัวโจทก์มาสืบประกอบอธิบายว่าเหตุที่ให้จำเลยกู้ยืมเงิน เพราะเห็นว่าจำเลยเป็นคนน่าเชื่อถือได้ โดยจำเลยกู้เงินไป เพื่อทำสวน จำเลยเองก็เบิกความว่าตนมีสวนอยู่ 80 ไร่ใช้ ปุ๋ยครั้งละประมาณ 2 ตัน เป็นเงินเกือบ 20,000 บาท จำเลย ถูกธนาคารฟ้องเรียกเงินที่กู้ยืม แสดงว่าฐานะของจำเลยไม่ดี นัก เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารที่มีข้อความระบุว่าจำเลย เป็นหนี้โจทก์ จึงถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้จำเลยต้อง รับผิดตามเนื้อความที่ปรากฏในเอกสารนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3871/2536
แม้ในเอกสารจะไม่มีข้อ ความว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ แต่มีข้อความว่าจำเลยจะจ่ายเงิน ตามคำสั่งของโจทก์รวม 25,000 เหรียญสหรัฐ แสดงว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในจำนวนเงินดังกล่าว และจำเลยลงชื่อไว้ เอกสารดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2982/2535
หลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสือนั้น กฎหมายมิได้มีความหมายเคร่งครัดถึงกับว่า จะต้องมีถ้อยคำว่ากู้ยืมอยู่ในหนังสือนั้นไม่ เมื่อโจทก์มีหนังสือ รับสภาพหนี้ซึ่งมีใจความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และ
จำเลยรับว่า จะชดใช้เงินแก่โจทก์ กับมีลายมือชื่อจำเลยในฐานะลูกหนี้ลง ไว้มาแสดง ทั้งมีพยานบุคคลมาสืบประกอบ
อธิบายถึงมูลหนี้ ดังกล่าว ถือได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่ง การกู้ยืมเป็นหนังสือตามที่ ป.พ.พ.
ม.653 บัญญัติไว้แล้ว
ไม่มีลายมือชื่อผู้ให้กู้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2537
ป.พ.พ. ม.653 บังคับให้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ โดยมิได้บังคับผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย เมื่อจำเลย เป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้แล้วย่อมฟ้องร้องบังคับคดี ได้แม้ลายมือชื่อผู้ให้กู้เป็นลายมือชื่อปลอม ก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องบังคับ แก่จำเลยได้ที่สมบูรณ์อยู่แล้วเสียไปไม่ไม่มีชื่อผู้ให้กู้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1302/2535 หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตาม ป.พ.พ. ม.653 ต้องมีสาระสำคัญให้เห็นว่ามีการ กู้ยืมเงิน
กันก็เพียงพอ ไม่ได้บังคับว่าต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ด้วย เมื่อเอกสาร พิพาทระบุว่าจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมเงิน จำนวนเงิน และวันเดือนปี แม้ มิได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ก็ตาม ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแล้ว และโจทก์มี สิทธินำสืบได้ว่าผู้ให้กู้คือโจทก์ ไม่เป็นการสืบเพิ่มเติมเอกสารตาม ป.วิ.พ. ม.94(ข)
ไม่มีคำว่า "ยืม" ในหลักฐานการกู้ยืมเงิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3871/2536
แม้ในเอกสารจะไม่มีข้อความว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ แต่มีข้อความว่าจำเลยจะจ่าย เงินตามคำสั่งของโจทก์รวม 25,000 เหรียญสหรัฐ แสดงว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ในจำนวนเงินดังกล่าว และจำเลยลงลายมือชื่อไว้ เอกสารดังกล่าวจึงเป็นหลักฐาน แห่งการกู้ยืมเงิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2982/2535หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือนั้น กฎหมายมิได้มีความหมายเคร่งครัดถึงกับว่า จะต้องมีถ้อยคำว่ากู้ยืมอยู่ในหนังสือนั้นไม่ เมื่อโจทก์มีหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมี ใจความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และจำเลยรับจะชดใช้เงินแก่โจทก์ กับมีลายมือชื่อ จำเลยในฐานะลูกหนี้ลงไว้มาแสดง ทั้งมีพยานบุคคลมาสืบประกอบอธิบายถึง มูลหนี้ดังกล่าว ถือได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสือตามที่ ป.พ.พ. ม.653 บัญญัติไว้แล้ว
หลักฐานการกู้ยืมต้องมีเมื่อใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2535หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมที่จะนำมาฟ้องคดีนั้น อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ ฉะนั้นคำให้การที่จำเลย เบิกความเป็นพยานไว้ในคดีอาญา
ด้วยความสมัครใจ จึงเป็นหลักฐานแห่งการ กู้ยืมเป็นหนังสือ ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยได้
แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้มากกว่าจำนวนที่กู้จริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2542
สัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อกู้ยืมเงินโจทก์ 30,000 บาท เป็นหลักฐาน
การกู้ยืมเป็นหนังสือ ซึ่งจำเลยต้องรับผิด แม้ภายหลังโจทก์แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ให้สูงขึ้นเป็น 60,000 บาท ก็ไม่ทำให้ หลักฐานการกู้ยืมเงินที่ทำไว้แต่เดิมและมีผลสมบูรณ์ต้องเสียไป จำเลยต้องรับผิดเท่าที่กู้ไปจริง
ระบุจำนวนเงินในสัญญากู้มากกว่าจำนวนที่กู้จริง นำสืบด้วยพยานบุคคลได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2542สัญญากู้มีข้อความชัดเจนว่า จำเลยทั้งสามกู้เงินไปจากโจทก์รวม 100,000 บาท และรับเงินไปครบถ้วนแล้ว ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 จำเลยทั้งสามนำพยานบุคคลเข้าสืบว่า ความจริงทำสัญญากู้กัน
วันที่ 8 พฤษภาคม 2536 โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนกู้โจทก์คนเดียวจำนวน 40,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียง
ผู้ค้ำประกันมิใช่ผู้กู้ เป็นการนำสืบถึงความไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้ว่าจำเลยไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนตามที่ระบุ ในสัญญากู้ เพราะสัญญากู้เป็นสัญญายืมใช้สินเปลืองจะบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ.ม.650 วรรคสอง จึงหาใช่การนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญากู้ตาม ป.วิ.พ.ม.94(ข) ไม่ แต่เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ.ม.94 วรรคท้าย
(หมายเหตุ คดีนี้ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง)
นำดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้รวมเป็นเงินในสัญญากู้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2535หนี้ตามสัญญากู้ฉบับใหม่รวมหนี้เงินกู้เดิมเข้าไปจำนวน 87,150 บาท
แต่หนี้จำนวน 87,150 บาท รวมดอกเบี้ยที่เกินอัตราอยู่ด้วยและไม่สามารถแยกดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะออกมาเพื่อให้ทราบ
ต้นเงินกู้เดิมได้ จึงหาอาจนำหนี้จำนวน 87,150 บาท หรือต้นเงินกู้เดิมที่แน่นอนมารวมเป็นยอด หนี้เงินกู้ใหม่เพื่อ
ให้จำเลยรับผิดได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2534โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลย
ยินยอมให้เอา ดอกเบี้ยรวมกับต้นเงินกรอกลงในสัญญากู้ จึงไม่เป็นเอกสารปลอมโดยแยกส่วนต้นเงินที่สมบูรณ์
ออกต่างหากได้ สัญญากู้คงตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วนดอกเบี้ย หาตกเป็นโมฆะทั้งฉบับไม่

                                                       @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 

  • พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527
  • 1.ความมุ่งหมายของกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากการถูก
    หลอกลวงเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน
  • 2.การประกอบธุรกิจการเงินนอกระบบ คือการประกอบธุรกิจระดมเงินจากประชาชนที่มิใช่การออกหุ้น หรือหุ้นกู้ และมิใช่การระดมเงินจากประชาชนของสถาบันการเงินที่มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว
  • 3.ลักษณะการประกอบธุรกิจ เป็นการระดมเงินที่มีการดำเนินงานในลักษณะไม่เปิดเผย ในชั้นต้นอาจเป็นการกู้ยืม
    เงินกันเป็นส่วนตัว หรือขนาดเล็กๆก่อน โดยการจ่ายหรือสัญญาจะจ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยตามปกติ
    เพื่อจูงใจผู้มาฝากหรือร่วมทุน มากขึ้นเรื่อยๆ ผลตอบแทนสูงโดยผู้ประกอบการไม่สามารถให้คำชี้แจงได้ว่าได้
    นำเงินที่ระดมมาไปลงทุนในกิจการใด ผลตอบแทนที่สูงเป็นแรงจูงใจนั้นเป็นการกระทำที่หลอกลวงประชาชนโดย
    เอาเงินของผู้ฝากหรือผู้กู้รายอื่น จ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ฝากหรือผู้ให้กู้รายก่อน ในลักษณะที่ต่อเนื่องกัน(ลูกโซ่)
    พฤติการณ์ดังกล่าวได้กระทำอย่างกว้างขวาง สู่ประชาชนทุกระดับชั้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
    ของประเทศชาติเป็นส่วนรวม และในที่สุดจะต้องมีประชาชนจำนวนมากไม่สามารถได้รับต้นเงินกลับคืนมาได้
    ข้อสังเกต การกระทำดังกล่าวแม้จะเป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.343 แต่เท่าที่ผ่านมาทางการไม่สามารถนำตัวผู้
    กระทำผิดมาลงโทษได้ เพราะยังไม่มีหลักฐานประกอบที่แน่ชัด หรือไม่มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์
  • 4.มาตรา 3 คำจำกัดความในกฎหมาย
    กู้ยืมเงิน หมายความว่ารับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดไม่ว่าลักษณะการรับฝาก การกู้ การยืม การจำหน่ายบัตรหรือสิ่งอื่นใด การรับเข้าเป็นสมาชิก การรับเข้าร่วมลงทุน การรับเข้าร่วมทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดหรือในลักษณะอื่นใด โดยผู้กู้ยืมเงินหรือบุคคลอื่นจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนหรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ให้กู้ยืมเงินนั้น ทั้งนี้ไม่ว่าเป็นการรับเพื่อตนเองหรือรับในฐานะตัวแทน หรือลูกจ้างของผู้กู้ยืมเงินฯผลประโยชน์ตอบแทน หมายความว่าเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ผู้กู้ยืมหรือบุคคลอื่นจ่ายหรือจะจ่ายแก่ผู้ให้กู้ยืมทั้งนี้ไม่ว่าจะจ่ายเป็นดอกเบี้ย เงินปันผล หรือลักษณะอื่นใดผู้กู้ยืมเงิน หมายความว่าบุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงิน กรณีเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้ลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผุ้แทนนิติบุคคลผู้ให้กู้ยืมเงิน หมายความรวมถึงบุคคลที่ผู้ให้กู้ยืมเงินระบุให้เป็นผู้ได้รับต้นเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้กู้ยืมเงิน
  • 5.การกระทำที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน(ความผิดอาญาแผ่นดิน)
    5.1 ตามมาตรา 4 ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดๆ กิจการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่าในการกู้ยืมเงิน ตน หรือบุคคลใดจะจ่ายผลประโยชน์ตอบ แทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเงินของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้น จะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้น หรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โทษตาม มาตรา 12 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
    องค์ประกอบความผิด 4 ประการ คือ
    (1) ผู้ใด (บุคคลธรรมดา,นิติบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ร่วมกัน ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ตาม ป.อาญา ม.83,84,85,86)
         (1.1) โฆษณา หรือ
         (1.2) ประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือ ว่าในการกู้ยืมเงินนั้น
         (1.3) กระทำด้วยประการใดๆให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป
    (2) ตน หรือบุคคลใดจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน สูง กว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุด
    (3) โดยที่ตนรู้ หรือควรรู้อยู่แล้วว่า
         (3.1) ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้น หรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้ หรือ
         (3.2) ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผล ประโยชน์ตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้
    (4) ในการนั้น เป็นต้นเหตุให้ตน หรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป
    (หมายเหตุ-การคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนที่มิใช่ตัวเงิน ให้คำนวณตามมูลค่าของผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวออก
    เป็นตัวเงิน, สถาบันการเงินคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย,ธนาคารพาณิชย์,บริษัทเงินทุน,บริษัทหลักทรัพย์,บริษัทเครดิตฟองซิเออร์ การสอบสวนจะต้องสอบสวนธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสำนักงานสาขาด้วยว่าในขณะเกิดเหตุ มีกำหนด
    อัตราดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละเท่าใดต่อปี)
    (5) ตาม มาตรา 5 ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้
        (1) ในการกู้ยืมหรือจะกู้ยืมเงิน
           (ก) มีการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าวด้วยวิธีอื่นใด หรือ
           (ข) ดำเนินการกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ หรือ
           (ค) จัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่างๆ หรือ
           (ง) จัดให้มีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ไปชักชวนบุคคลต่างๆ เพื่อให้มีการกู้ยืมเงิน หรือ
           (จ) ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงิน เกินสิบคน ซึ่งมีจำนวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ ห้าล้านบาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน และ
        (2) ผู้นั้น
           (ก) จ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ หรือ
           (ข) ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม มาตรา 7(1) (2) หรือ (3) หรือกิจการของผุ้นั้นตามที่ผู้นั้นได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 ไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำจ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินทั้งหลายผู้นั้นต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดฐานที่กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 4 ทั้งนี้เว้นแต่ผู้นั้นจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า กิจการของตนหรือบุคคลที่ตนอ้างถึงนั้นเป็นกิจการที่ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายตามที่ตนได้กล่าวอ้าง หรือหากกิจการดังกล่าวไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียง ก็จะต้องพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติ อันไม่อาจคาดหมายได้ หรือมีเหตุสมควรอย่างอื่น
    องค์ประกอบมาตรา 5 แยกได้เป็น 10 องค์ประกอบความผิด ดังนี้
    ความผิดองค์ประกอบที่ 1
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. มีการโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าวด้วยวิธีอื่นใด
    3. ผู้นั้นจ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงิน
    ตากฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้
    ความผิดองค์ประกอบที่ 2
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. ดำเนินกิจการกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ
    3. ผู้นั้นจ่าย หรือ โฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือฯ(เช่นเดียวข้อ 3 ขององค์ประกอบความผิดที่ 1)
    ความผิดองค์ประกอบที่ 3
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. จัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่าง ๆ
    3. ผู้นั้นจ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือฯ(เช่นเดียวกับข้อ 3 องค์ประกอบความผิดที่ 1)
    ความผิดองค์ประกอบที่ 4
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. จัดให้มีบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปชักชวนบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้มีการกู้ยืมเงิน
    3. ผู้นั้นจ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือฯ(เช่นเดียวกับข้อ 3 องค์ประกอบความผิดที่ 1)
    ความผิดองค์ประกอบที่ 5
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเกิน 10 คน ซึ่งมีจำนวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมจากสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ของสถาบันการเงิน
    3. ผู้นั้นจ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือฯ(เช่นเดียวกับข้อ 3 องค์ประกอบความผิดที่ 1)
    ความผิดองค์ประกอบที่ 6
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. มีการโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าวด้วยวิธีอื่นใด
    3. ผู้นั้นไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม มาตรา 7(1) (2) หรือ(3) หรือกิจการของผู้นั้น ตามที่ผู้นั้นได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 ไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นกิจการที่ให้ผลประดยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินทั้งหลาย
    ความผิดองค์ประกอบที่ 7
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. ดำเนินกิจการกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ
    3. ผู้นั้นไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ(เช่นเดียวกับข้อ 3 องค์ประกอบความผิดที่ 6)
    ความผิดองค์ประกอบที่ 8
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. จัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่าง ๆ
    4. ผู้นั้นไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ(เช่นเดียวกับข้อ 3 องค์ประกอบความผิดที่ 6)
    ความผิดองค์ประกอบที่ 9
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. จัดให้มีบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปชักชวนบุคคลต่างๆ เพื่อให้มีการกู้ยืมเงิน
    3. ผู้นั้นไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ(เช่นเดียวกับข้อ 3 องค์ประกอบความผิดที่ 6)
    ความผิดองค์ประกอบที่ 10
    1. ผู้ใดกระทำการกู้ยืมเงิน หรือจะกู้ยืมเงิน
    2. ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเกิน 10 คน ซึ่งมีจำนวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมจากสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ของสถาบันการเงิน
    4. ผู้นั้นไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ(เช่นเดียวกับข้อ 3 องค์ประกอบความผิดที่ 6)
    หมายเหตุ- ทั้งองค์ประกอบที่ 1-10 จะต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดในมาตราที่ 4 เว้นแต่
    1. จะสามารถพิสูจน์ได้ว่ากิจการของตนหรือของบุคคลที่อ้างถึงนั้น เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอ
    เพียงที่จะจ่ายตามที่กล่าวอ้าง
    2. หากกิจการดังกล่าวไม่อาจหาผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียง ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากรณีดังกล่าวเกิดจากสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติที่ไม่อาจคาดหมายได้
    3. หรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่น
  • 6.ตามมาตรา 8 การดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดตาม มาตรา 4,5 ไว้ก่อนกรณีหาก
    มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามกฎหมายล้มละลาย โดยอนุมัติของ รมต.คลัง แต่มีอำนาจเพียง 90 วัน เว้นแต่ฟ้องศาลแล้วตาม ม.9,10 การยึดหรืออายัดมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
  • 7.ตามมาตรา 9 เมื่ออัยการฟ้องอาญาตาม ม.4,5 และเมื่อผู้ให้กู้ยืมเงินร้องขอให้อัยการมีอำนาจเรียกต้นเงินคืนให้แก่ผู้นั้น(การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา)
  • 8.ตามมาตรา 10 อัยการมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหา ม.4,5 ให้ล้มละลายได้ (1)เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ (2)เป็นหนี้ผู้ให้กู้ยืมเงินรายหนึ่งหรือหลายรายไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนบาท และ (3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ไม่ว่าจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคต
  • 9.ตาม มาตรา 11,13,14 พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ รมต.คลัง และ รมต.มหาดไทยแต่งตั้งตามกฎหมายนี้เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญาผู้ขัดขวาง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และผู้ไม่มีเหตุสมควรไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกหรือคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนและปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท
  • 10.ความผิดตามมาตรา 4,5,13,14 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้ไม่มีผู้ใดมาร้องทุกข์พนักงานสอบสวนก็ดำเนินคดีได้ กรณีผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น

                               @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

     
  • พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534
  • 1.การเล่นแชร์ หมายความว่า การที่บุคคลตั้งแต่ 3 คน ขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระที่จะส่งเงิน
    หรือทรัพย์สินอื่นใด รวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวดๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไป โดยการประมูลหรือวิธีอื่นใด และรวมถึงการรวมทุนในลักษณะอื่นตามที่กฏกระทรวงกำหนด (ยังไม่มีกำหนด)
    สรุป จะเป็นการเล่นแชร์ตามกฎหมายต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
    1.1 บุคคล 3 คน ขึ้นไป
    1.2 ตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ (ตกลงกันปากเปล่าก็ได้)
    1.1.1 โดยแต่ละคนจะมีภาระส่งเงิน หรือทรัพย์สิน เข้าเป็นกองกลางเป็นงวดๆ
    1.2.2 เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไป
    1.3 การรับทุนกองกลางด้วยการประมูล หรือด้วยวิธีใดๆก็ได้
  • 2.ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ มีดังนี้
    2.1 นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์
    มาตรา 5 ห้ามนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ ฝ่าฝืนระวางโทษตาม ม.16 ปรับตั้งแต่หนึ่งเท่าถึงสามเท่าของทุนกองกลางแต่ละงวดของทุกวงแชร์ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าสองแสนบาท และศาลสั่งหยุดดำเนินการเป็นนายวงแชร์หรือการจัดให้มีการเล่นแชร์ ม.26 กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดการหรือบริหารนิติบุคคลนั้นระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี
    2.2 มาตรา 6 ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะดังนี้
        (1) มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง (จัดตั้งพร้อมกันหรือระยะเวลาซ้อนกันก็ได้)
        (2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน (ถ้าสมาชิกวงแชร์ 1 คน เล่นมากกว่า 1 มือ ก็ให้นับเป็น 1
    คน ไม่นับมือ เพราะ กม.ใช้คำว่าคน และระยะเวลาในการจัดตั้งวงแชร์เกิดขึ้นพร้อมกันหรือเวลาซ้อนกัน)
        (3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (ขณะนี้กฎกระทรวงกำหนดที่300,000 บาท และระยะเวลาในการจัดตั้งวงแชร์พร้อมกันหรือซ้อนกัน)
        (4) นายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลาง
    ในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
        (มาตรา 6 วรรคสอง เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าผู้ที่สัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์
    หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ด้วย โทษตามมาตรา 17 ฝ่าฝืนข้อใดข้อหนึ่งในมาตรา
    6 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และใน ม.7 บอกว่าตาม ม.6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องร้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์)
    2.3 มาตรา 8 ห้ามนิติบุคคลสัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์หรือสมาชิกวงแชร์
        (ม.26 หากฝ่าฝืน กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลใดผู้ซึ่งรับผิดชอบในการจัดการหรือบริหารนิติบุคคลนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และตัวนิติบุคคลตาม ม.18 ระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท)
    2.4 มาตรา 9 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์ (ม.19 ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท)
    2.5 มาตรา 10 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจที่มีคำว่า แชร์ หรือคำอื่นที่มีความหมายเช่นเดียวกัน (ม.20 ฝ่าฝืน
    ระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 500 บาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่)
  • 3.ในการสอบสวน
    3.1 ตำรวจเป็นผู้เสียหายได้โดยให้สมาชิกวงแชร์เป็นพยาน
    3.2 ข้อกล่าวหาเช่น….เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์โดยมีจำนวนวงแชร์มากกว่า 3 วง…..
    3.3 วันเวลาเกิดเหตุ ระหว่างวันที่……..(เริ่มจากวันตั้งวงแชร์ ถึงวันที่เป็นความผิด เช่นวันที่มีเกิน 3 วง วันที่มีสมาชิกมากกว่า 30 คน หรือวันที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดมากกว่า 3 แสนบาทรวมกันทุกวง เป็นต้น)
    3.4 สถานที่เกิดเหตุ คือที่ชักชวนจัดตั้งวงแชร์ ที่ประมูลแชร์ ที่เก็บเงิน ที่ใดที่หนึ่งหรือหลายที่ก็ได้
    3.5 พยานบุคคลคือสมาชิกวงแชร์ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง พยานเอกสารคือบัญชีรายชื่อสมาชิกแชร์
    3.6 ค่าเสียหาย ไม่ว่าแชร์ดอกหักหรือดอกตาม ให้คิดค่าเสียหายเต็มจำนวน คือจำนวนสมาชิก คูณด้วยจำนวนเงินแต่ละมือ คูณด้วยระยะเวลาตามวงแชร์นั้น
    3.7 กฎหมายมุ่งคุ้มครองสมาชิกวงแชร์เป็นสำคัญ จะเป็นสมาชิกกี่วงก็ได้ไม่ผิดกฎหมาย , พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนี้เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา และการสอบสวนคดีแชร์ต้องคำนึงถึงความความผิดข้อหาอื่นด้วยเช่นฉ้อโกง,ยักยอกทรัพย์
    3.8 ส่วนใหญ่เป็นคดีเกิดขึ้นเมื่อเป็นกรณีแชร์ล้ม สมาชิกวงแชร์ที่ยังประมูล(เปีย)ไม่ได้จะมาแจ้งความร้องทุกข์ ส่วนสมาชิกวงแชร์ที่ประมูล(เปีย)ได้แล้วมักไม่ให้ความร่วมมือ แต่พนักงานสอบสวนต้องสอบสวนผู้นั้นเป็นพยานด้วยทุกราย
    3.9 ในการสอบสวนต้องสอบสวนให้ละเอียดว่าผู้ใดชักชวนให้เล่น เป็นแชร์สัปดาห์ แชร์ 15 วัน แชร์เดือน เล่นกี่มือ ประมูลเมื่อใดดอกเบี้ยอย่างไร ตามเอกสารบัญชีรายชื่อสมาชิกวงแชร์ใช้ชื่อใด อยู่ลำดับที่เท่าใด ซึ่งตามปกติชื่อในบัญชีมักใช้ชื่อเล่นหรือนามแฝง สอบสวนให้ชัดว่าเป็นชื่อจริงของใคร และในการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้เกี่ยวข้อง ต้องรอบคอบว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน

 

                        "แชร์ลูกโซ่"จากกองคดีเศรษฐกิจ
                          @@@@@@@@@@@@

"แจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับรูปแบบและการป้องกันให้ทันกับกลโกงของแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมาธุรกิจขายตรง MLM "

1. การหาสมาชิกและการดำเนินงานทั่วไปของธุรกิจขายตรงหลายชั้น (MLM)

ลักษณะการหาสมาชิกของธุรกิจ MLM

การหาสมาชิกจะเริ่มจากการแนะนำสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะแนะนำให้ผู้มุ่งหวังได้ทดลองใช้สินค้าหรือซื้อสินค้าไปใช้ก่อน เช่น อาจจะซื้อสินค้าจากผู้แนะนำหรือสมัครเป็นสมาชิกเพื่อซื้อสินค้าในรหัสของตัวเองเลยก็ได้ หลังจากซื้อสินค้ามาใช้เองแล้ว ถ้าเกิดใช้แล้วชอบประทับใจในตัวสินค้าก็จะซื้ออีกเป็นครั้งที่สอง หรือถ้าไปแนะนำให้คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นญาติ, เพื่อน หรือคนรู้จักได้ใช้สินค้าเหมือนกันกับที่ตัวเองใช้อยู่ก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากทางบริษัท เรียกว่า "ค่าคอมมิสชั่น" หรืออาจจะเรียกวิธีการหาสมาชิกของธุรกิจ MLM ง่าย ๆ ว่า "ใช้ดีแล้วบอกต่อ" ซึ่งนั่นหมายถึง ตัวสินค้าต้องเป็นสินค้าที่ดีและมีคุณภาพจริง ๆ ตัวสินค้าต้องสามารถขายตัวมันเองได้ และที่สำคัญสินค้าต้องราคายุติธรรมสมกับคุณภาพจึงจะสามารถหาสมาชิกได้ง่าย อีกทั้งค่าสมัครเป็นสมาชิกของธุรกิจ MLM จะไม่แพงจนเกินไป คนทุกระดับสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ เพราะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ MLM ไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุผลที่จะให้คนที่อยากจะซื้อสินค้ากับทางบริษัทต้องเสียเงินค่าสมัครแพง ๆ เพราะบริษัท MLM มีความต้องการที่จะขายสินค้ามากกว่าที่จะหากำไรจากค่าสมัครสมาชิก จะสังเกตเห็นได้ว่าการเป็นสมาชิกของธุรกิจขายตรงจะไม่ยุ่งยาก วุ่นวาย จะไม่มีการแนะนำให้คนที่จะเป็นสมาชิกต้องนำเงินมาลงทุนครั้งละมาก ๆ หรือไม่มีการแนะนำให้ผู้มุ่งหวังไปกู้เงิน ยืมเงิน เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิก เพราะนั่นแสดงว่าบริษัทที่ทำอย่างนี้มีเจตนาที่จะระดมทุนหรือระดมเงิน เพื่อนำมาหมุนเวียนภายในบริษัท และนำเงินของสมาชิกใหม่มาจ่ายให้กับสมาชิกเก่าซึ่งผู้ที่เข้าสู่บริษัทลักษณะนี้มีอัตราการเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจจะไม่ได้เงินคืน หรืออาจถูกหลอกลวงได้ง่าย และในที่สุดก็จะหาสมาชิกไม่ได้เลย

2. การดำเนินงานโดยทั่วไปของ MLM

คนที่อยากจะมีรายได้จากธุรกิจ MLM จะเน้นเอากำไรจากการขายแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องรู้จักการหาคนเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมงานของตนเองด้วยเพื่อที่จะได้มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง คนที่เข้าสู่ธุรกิจ MLM จะมีอยู่หลายกลุ่มหลายประเภท บางคนเข้ามาเพื่อเป็นเพียงผู้บริโภค เพื่อซื้อสินค้าใช้ บางคนเข้ามาเพื่อทำเป็นงานอดิเรกมีรายได้เสริมบ้างเล็กน้อย หรือบางคนเข้ามาเพื่อตั้งใจทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งเมื่อเข้าสู่ธุรกิจ MLM แล้ว การดำเนินงานพอจะอธิบายได้โดยสังเขป ดังนี้

1. การขาย คนที่เข้าสู่ธุรกิจขายตรงหลายชั้นหรือ MLM คงจะต้องเริ่มจากการขายหรือแนะนำตัวสินค้าให้ได้เสียก่อน เพราะถือเป็นการเปิดประตูด่านแรกที่จะทำให้คนได้รู้จักกับบริษัทและได้รู้จักกับธุรกิจ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกของธุรกิจขายตรงจะต้องพยายามศึกษาข้อมูล และลักษณะเด่นต่าง ๆ ของสินค้า เพื่อที่จะแนะนำได้อย่างถูกต้อง โดยยึดหลักจรรยาบรรณที่ว่า ไม่ต้องพูดโอ้อวดสรรพคุณของสินค้าเกินความเป็นจริง แต่คนที่อยากจะมีรายได้จากธุรกิจ MLM จะเน้นเอากำไรจากการขายแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องรู้จักการหาคนเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมงานของตนเองด้วย เพื่อที่จะได้มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง

2. การขยายทีมงาน การขยายทีมงานหรือการชวนคนถือเป็นงานที่ต้องทำมากที่สุดเพราะธุรกิจ MLM รายได้ที่แท้จริง จะอยู่ที่การแนะนำคนให้ใช้สินค้าและสมัครเป็นสมาชิก เพราะฉะนั้นคนที่เข้าสู่ธุรกิจ MLM จะต้องพยายามชวนคนเข้าร่วมธุรกิจให้ได้มากที่สุดและแนะนำคนที่สมัครเป็นสมาชิกได้ใช้สินค้า เพื่อที่ว่าหากใช้สินค้าแล้วชอบก็จะสามารถซื้อใช้เองได้ในรหัสของตัวเอง และเมื่อไปแนะนำคนอื่น ๆ ให้ได้ใช้สินค้าตนเองก็จะมีรายได้ ธุรกิจนี้จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

3. การบริหารสมาชิกในทีมงาน ต้องรู้จักพัฒนาศักยภาพของตนเองและของสมาชิกในทีมงานด้วย การพาสมาชิกเข้าประชุมเข้าร่วมอบรมกับทางบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจในตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ และรู้ถึงวิธีการที่นำพาทีมงานให้ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญต้องดูแลให้ทีมงานเกิดความรัก ความสามัคคี และมีความสุข มีรายได้ที่ดีจากการเข้าสู่ธุรกิจ MLM

3. สินค้าในระบบขายตรง

โดยปกติสินค้าในระบบขายตรงที่ดีจะแยกแยะได้ชัดเจนจากธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ซึ่งมีสินค้าเป็นเพียงเครื่องมือในการระดมเงิน โดยสินค้าในธุรกิจหลอกลวงดังกล่าว มีลักษณะ

1. สรรพคุณของสินค้าจะเกินจริง ส่วนใหญ่แล้วสินค้าในกลุ่มที่สรรพคุณเกินจริง และขายได้ในราคาที่สูงมักจะใช้หมวดหมู่ของอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเครื่องบังหน้า หรือมีบางส่วนเป็นเครื่องสำอาง เครื่องใช้เพื่อสุขภาพ มักกล่าวอ้างว่า บำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นโรครุนแรงเรื้อรัง วงการแพทย์ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ เบาหวาน อัมพาต อัมพฤกษ์ ลดน้ำหนักโดยไม่ต้องควบคุมอาหาร และตั้งราคาที่สูงจากสรรพคุณนั้น ๆ ได้

2. ต้นทุนกับราคาปลายทางไม่สมเหตุสมผล เช่น ต้นทุน 10 บาท ขาย 2,000 บาท ต้นทุน 100 บาท ขาย 3,000 บาท เป็นต้น เพราะธุรกิจเหล่านี้จะไม่ต้องการให้ลูกค้าคนเดิมมีการซื้อซ้ำในสินค้าตัวเดิม ต้องการใช้ซื้อเพียงครั้งแรกเท่านั้น เมื่อสรรพคุณไม่สมราคา

ลูกค้าหรือผู้ได้ร่วมธุรกิจ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 มีความชัดเจนในธุรกิจประเภทนี้ดี รับรู้แต่แรกว่าสินค้าเป็นเพียงเครื่องมือตั้งล่อเพื่อนำเงินมาต่อเงินเท่านั้น

กลุ่มที่ 2 เกิดความหลงผิด เชื่อว่าสรรพคุณของสินค้าเป็นเช่นนั้นจริง แต่เมื่อซื้อไปแล้วความเสียดายเงินบวกกับความโลภ จะทำให้ต้องตกกระไดพลอยโจนดำเนินธุรกิจต่อด้วยการไปหลอกคนอื่นให้เสียรู้ในลักษณะเดียวกัน

ข้อเสนอแนะในการตรวจสอบ ราคาต้นทุนกับราคาปลายทาง ภาครัฐสามารถทำได้โดยประสานหน่วยงานเหล่านี้ และร่วมมือกันได้อย่างชัดเจนจาก 5 หน่วยงาน

1. สคบ. เริ่มต้นตรวจสอบ จากการร้องเรียน ของผู้บริโภค

2. อย. ตรวจสอบสรรพคุณ และความถูกต้อง ตามกฎหมายของสินค้า

3. สรรพากร ตรวจสอบ ราคาต้นทุนของ สินค้าที่ผลิต ภายในประเทศ

4. ศุลกากร ตรวจสอบ ราคาต้นทุนของ สินค้าที่นำเข้า

5. สศก. สืบสวนสอบสวน กระบวนการดำเนินการ ทางธุรกิจ ในการขายสินค้านั้น ๆ

4. หลักการพิจารณาธุรกิจขายตรง MLM ที่ดี

แผนการตลาด ต้องให้คอมมิสชั่นสมาชิกได้มาก ในขณะที่คุณภาพและราคาสู้คู่แข่งได้ แผนการตลาดต้องเรียบง่าย เช่น ค่าสมัครไม่แพง ขึ้นตำแหน่ง (ระดับคอมมิสชั่น) ได้ไม่ยากจนเกินไป

1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ ต้องเป็นรูปธรรมมีคุณภาพมาตรฐาน ถ้าเป็นสินค้าด้านสุขภาพต้องมีองค์กรมาตรฐานรับรองเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดมีการซื้อซ้ำ สำหรับบริษัทเปิดใหม่ถ้าไม่ใช่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริมที่มีลิขสิทธิ์ มีโอกาสขาดทุนและปิดตัวในเวลาไม่ช้า เนื่องจาก Margin ไม่พอ หรือไม่ดึงดูดสมาชิก

2. ราคา ต้องไม่สูงเกินคู่แข่ง (สินค้าประเภทเดียวกัน) เพราะการแข่งขันสูง

3. แผนการตลาด ต้องให้คอมมิสชั่นสมาชิกได้มากในขณะที่คุณภาพและราคาสู้คู่แข่งได้ แผนการตลาดต้องเรียบง่าย เช่น ค่าสมัครไม่แพง ขึ้นตำแหน่ง (ระดับคอมมิสชั่น) ได้ไม่ยากจนเกินไป และเป็นไปตามความสามารถ รักษายอดไม่สูง มีสิ่งจูงใจมาก ไม่ต้องตุนสินค้า

4. ผู้ประกอบการ (เจ้าของบริษัท) ต้องมีคุณธรรม (ไม่คิดตีหัวเข้าบ้าน เอาเปรียบ ฯลฯ) มีเงินทุนเพียงพอในการประกอบการ (เพราะระยะต้นจะไม่มีกำไร) เข้าใจธุรกิจ MLM มีวิสัยทัศน์ (คาดการณ์ล่วงหน้าพร้อมมาตรการรองรับ)

5. บุคลกรของบริษัท ต้องมีคุณภาพและจำนวนเพียงพอ การจ้างผู้ที่อ้างว่าเป็นมืออาชีพ หรือนักบรรยายมักไปไม่รอด เพราะส่วนใหญ่หลอกหากินกับบริษัทอื่น ๆ มาก่อน บางคนถูก Blacklisted แล้วสมาชิกเห็นต้องร้อง "ยี้"

6. จุดกระจายสินค้า ต้องมีมาก เพราะ MLM เป็นธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในตัว

7. บริษัทที่มีการส่งเสริมการขายและส่งเสริมภาพลักษณ์ จะได้เปรียบ คนมีระดับ (B และ A) จะชอบร่วมกับบริษัทที่มีภาพลักษณ์ของความมั่นคง สร้างสรรค์สังคม แก้ไขปัญหาสังคม ไม่ยุยงให้สังคมฟุ้งเฟ้อ

8. กลุ่มผู้มุ่งหวังรอบตัว ผู้มีรายได้น้อยไม่ควรเข้าสู่บริษัทที่ขายสินค้าราคาสูง ผู้ที่อยู่ในกลุ่มบนไม่ควรเข้าสู่บริษัทที่ขายสินค้าระดับล่าง บริษัทที่มีความหลากหลายของสินค้าจะได้เปรียบ

9. บริการของบริษัท ควรมีมากพอ เช่น สถานที่บรรยาย อบรม กระจายสินค้า รับคืนสินค้า ภาษี ฯลฯ จะได้ลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก

5. แชร์ลูกโซ่คืออะไร…?

แชร์ลูกโซ่ หมายถึง รูปแบบการดำเนินธุรกรรมที่มุ่งประสงค์เพื่อหารายได้จากการระดมทุนเป็นหลัก โดยมีการสัญญาในการเข้าร่วมธุรกิจที่จะตอบแทนผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สูงกว่าเงินลงทุน ซึ่งผู้ประกอบการมักจะอ้างถึงการนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ต่อ ๆ ไป เพื่อปันรายได้แจกจ่ายผู้เข้าร่วมธุรกิจอย่างทั่วถึง แต่ผลของมัน คือ การที่ตอบแทนผลประโยชน์ในช่วงต้น ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการร่วมธุรกิจต่อเนื่องจนเมื่อถึงจุดที่ผู้ประกอบการหวังผลในการระดมทุนสำเร็จแล้ว ก็จะหาทางปิดตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายผลประโยชน์ต่อ ๆ ไป หรืออาจจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าฐานที่เข้ามาหรือผู้เข้าร่วมธุรกิจที่เข้ามาในช่วงหลังจะไม่สามารถหมุนเวียนเงินตอบแทนได้กับคนที่มาก่อนได้ ก็จะเริ่มปิดตัวลง

ลักษณะและวิธีการดำเนินงาน

การหาสมาชิก และการจ่ายผลประโยชน์

ส่วนใหญ่วิธีการดำเนินงานของแชร์ลูกโซ่จะเริ่มจากวงแคบ ๆ จากเพื่อนคนใกล้ชิดแล้วค่อย ๆ ขยายตัวไปรอบนอก จนถึงขั้นควบคุมไม่ได้ เพราะจะเริ่มออกสู่วงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ การหาสมาชิกก็จะใช้วิธีสร้างภาพลวง หว่านล้อมให้เกิดความเชื่อและการจ่ายผลประโยชน์กับสมาชิกระดับต้น ๆ หรือใกล้ชิดเป็นส่วนใหญ่ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ อีกข้อหนึ่ง คือ สมาชิกเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนสนิทของกลุ่มผู้ก่อตั้งแชร์ลูกโซ่อยู่แล้ว ย่อมมีผลประโยชน์คาบเกี่ยวกันมากมาย ดังนั้น จึงสามารถที่จะสร้างภาพลวงร่วมกันได้ สุดท้ายเมื่อได้ระดมทุนตามประสงค์แล้วก็จะปิดตัวลง ซึ่งสมาชิกระดับใกล้ชิดก็จะไม่เสียประโยชน์ใด ๆ ส่วนแมลงเม่าที่บินมาภายหลังส่วนใหญ่จะเป็นผู้เสียหาย และตามตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ เพราะหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว ครั้นจะมาหาข้อมูลจากสมาชิกระดับผู้นำก็เปล่าประโยชน์ เพราะได้ปิดปากตัวเองแล้วจากผลประโยชน์ที่คาบเกี่ยวกันกับเจ้าของแชร์ลูกโซ่

ประเภทของแชร์ลูกโซ่ และลักษณะของแต่ละประเภท

1. ระบบพีระมิด (Pyramid System) ระบบนี้เน้นการหาสมาชิกรายหัว ซึ่งรายได้ของคนที่มาก่อนมาจากการหาสมาชิกของคนใหม่ที่เกิดขึ้นในขั้นฐาน หากเกิดการหาสมาชิกขาดช่วงลง สมาชิกที่มาก่อนจะเกิดผลกระทบในด้านรายได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากระบบ MLM ที่ถึงแม้สมาชิกจะเข้ามาไม่มากก็จ่ายผลประโยชน์ตามระบบได้ ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนฐานแต่อย่างใด เพราะรายได้จะมาจากการขายสินค้าตัวเดิมให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือระบบพีระมิดนั้น คนที่เข้าร่วมธุรกิจก่อนจะได้เปรียบมากที่สุด คนที่เข้ามาทีหลังไม่มีโอกาสแซงได้เลย

2. ระบบลูกโซ่แบบรู้จบ (Enless Chain System) ระบบนี้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ดี ๆ แต่มีการจบของระบบ คือ การที่สมาชิกเข้ามาก่อนสามารถรับผลประโยชน์จากสมาชิกที่เข้ามาใหม่ แต่จำกัดลำดับขั้น ถ้าสิ้นสุดขั้นที่กำหนดก็ไม่มีสิทธิ์รับผลประโยชน์อีกสมาชิกในระดับถัดลงไปก็ขึ้นมารับผลประโยชน์ต่อเป็นรายต่อไป รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากสมาชิกที่เข้ามาใหม่ แต่กำหนดลำดับอย่างชัดเจน คือ เมื่อเข้ามาครั้งแรกต้องจ่ายให้กับลำดับที่เพิ่งจะมีรายได้ จนกว่าลำดับตัวเองจะถูกดันขึ้นไปรับผลประโยชน์ ข้อสังเกตก็คือระบบนี้ สมาชิกที่มาภายหลังจะเริ่มไต่อันดับขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะฐานคนจะเริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ การหาสมาชิกจะไม่ทันท่วงทีของการที่จะรับรายได้

3. ระบบลูกบอลหิมะ (Snow Ball System) ระบบนี้คล้ายกับการ Trading ระบบเงิน คือ การลงหุ้นในด้านการเงินแล้วแต่สัดส่วนที่จะลงทุน ลงน้อยได้ผลตอบแทนน้อย ลงทุนมากได้ผลตอบแทนมากตามสัดส่วน การจ่ายผลประโยชน์มีเป็นงวด ๆ ดังนั้น จะใช้เงินของนักลงทุน มาจ่ายให้กับคนที่ลงทุนก่อน หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ จนกว่ารอบที่สัญญาจะหมดไปคล้าย ๆ กับลูกหิมะที่ตกจากภูเขาสูงจะหมุนตัวจากลูกเล็ก ๆ จนเป็นก้อนหิมะยักษ์ที่ถล่มหมู่บ้านให้พังพินาศได้เป็นแถบ ๆ

4. ระบบลูกโซ๋ (Chain System) จริง ๆ แล้ว ทุกระบบที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นหนึ่งของระบบลูกโซ่อยู่แล้ว ดังคำจำกัดความที่ให้ไว้ แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ละระบบ ระบบแชร์ลูกโซ่จะแตกต่างกับระบบข้างต้นก็คือ จะไม่มีการจำกัดระยะเวลาตอบแทน และส่วนใหญ่จะให้ข้อตอบแทนที่สูงมากเกินจากการลงทุนเป็นจำนวน 2 - 5 เท่าขึ้นไป 5. ระบบเกมการเงิน (Money Game System) ระบบเกมการเงิน คือ การใช้เงินต่อเงิน แต่มีเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยน เช่น การสมัครเข้ามาต้องจ่ายเงินให้ผู้แนะนำและหาสมาชิกให้ได้เท่าไหร่จึงจะมีค่าตอบแทน และการแตกตัวของสมาชิกในเครือข่ายก็จะส่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกระดับสูงตลอดไป ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะแผนและการตอบแทนใกล้เคียงกับระบบ MLM มาก แต่ไม่มีสินค้าเท่านั้นเอง ใช้เงินต่อเงินเลย หรือบางครั้งอาจใช้สินค้าชิ้นเล็ก ๆ บังหน้า หรืออาจเป็นบัตรส่วนลด บัตรอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ระบบ Pentagono ที่มีคนนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อปลายปี 41 จากประเทศอิตาลี เป็นต้น 6. ระบบแชร์ลูกโซ่แบบไบนารี่กลายพันธุ์ จริง ๆ แล้วระบบไบนารี่ เป็นระบบการตลาดใน MLM ระบบหนึ่ง แต่การนำเอาระบบไบนารี่ไปปรับปรุงเป็นแชร์ลูกโซ่นั้นทำได้ง่ายมากกว่าระบบอื่น เนื่องจากระบบไบนารี่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ คือ หาสมาชิกแล้วแบ่งซ้าย ขวา เพื่อให้เท่า ๆ กัน ซึ่งเมื่อแปลงระบบการจ่ายเงินโดยมีสินค้าบังหน้าเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว

5. ระบบเกมการเงิน (Money Game System) ระบบเกมการเงิน คือ การใช้เงินต่อเงิน แต่มีเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยน เช่น การสมัครเข้ามาต้องจ่ายเงินให้ผู้แนะนำและหาสมาชิกให้ได้เท่าไหร่จึงจะมีค่าตอบแทน และการแตกตัวของสมาชิกในเครือข่ายก็จะส่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกระดับสูงตลอดไป ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะแผนและการตอบแทนใกล้เคียงกับระบบ MLM มาก แต่ไม่มีสินค้าเท่านั้นเอง ใช้เงินต่อเงินเลย หรือบางครั้งอาจใช้สินค้าชิ้นเล็ก ๆ บังหน้า หรืออาจเป็นบัตรส่วนลด บัตรอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ระบบ Pentagono ที่มีคนนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อปลายปี 41 จากประเทศอิตาลี เป็นต้น

6. ระบบแชร์ลูกโซ่แบบไบนารี่กลายพันธุ์ จริง ๆ แล้วระบบไบนารี่ เป็นระบบการตลาดใน MLM ระบบหนึ่ง แต่การนำเอาระบบไบนารี่ไปปรับปรุงเป็นแชร์ลูกโซ่นั้นทำได้ง่ายมากกว่าระบบอื่น เนื่องจากระบบไบนารี่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ คือ หาสมาชิกแล้วแบ่งซ้าย ขวา เพื่อให้เท่า ๆ กัน ซึ่งเมื่อแปลงระบบการจ่ายเงินโดยมีสินค้าบังหน้าเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว

6. กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในระบบธุรกิจแชร์ลูกโซ่

หากย้อนมาดูเหตุการณ์ปัจจุบันหรือกรณีแชร์ลูกโซ่ล่าสุดนั้น จะพบว่ากลุ่มคนที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่นั้นมาจากหลายอาชีพ ในส่วนของบริษัทที่เข้ามาแอบแฝงและ กลายมาทำแชร์ลูกโซ่แบบเต็มตัวนั้น มีทั้งคนในวงการขายตรงและนักธุรกิจจากวงการอื่น

จุดเริ่มต้นมาจากการแอบแฝงเข้ามาทำธุรกิจขายตรงในลักษณะที่ไม่จริงใจที่จะทำธุรกิจที่ดีหรือตั้งใจทำในระยะยาว เมื่อผันมาเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่เต็มระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกว่า "แผนโปรโมชั่น" หรือ "แผนที่ 2" ก็ตาม ทำให้เกิดการเล่นแชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบทันที มีให้เห็นง่าย ๆ คือ

- ตัวนายทุน ที่เข้ามาเปิดบริษัทขายสินค้าในระบบขายตรงที่ส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ใจต่อผู้บริโภค ซึ่งมาจากหลายวงการทั้งนักธุรกิจ นักบริหาร ข้าราชการ เมื่อแผนการตลาดเดิมไม่ดึงดูดเพียงพอจึงเปลี่ยนมาทำแชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบทันที

- แม่ทีม ประเภทตระเวนหากินเป็นอาชีพ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำธุรกิจ MLM เป็นหลักเป็นฐานกับบริษัทหนึ่งบริษัทใด แต่จะตระเวนล่าเงินในรูปแบบต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้จะสนุกกับการวิ่งไปเสนอตัวสร้างทีมให้กับบริษัทต่าง ๆ ที่ใช้แผนการตลาดในระบบไบนารี่ ในลักษณะขอเป็นแม่ทีมติดบริษัทเพื่อรับผลประโยชน์เต็ม ๆ เมื่อถึงจุดอิ่มตัวก็ตีจาก แม่ทีมประเภทนี้คาดว่ามีจำนวนมากขึ้นทุกวัน แม่ทีมเหล่านี้เหล่านี้บางคน คือ ต้นคิดแชร์ลูกโซ่รูปแบบใหม่ ล่าสุดที่สมัครในแผนไบนารี่ ปกติจึงสามารถสมัครแบบ 2 ซึ่งรู้กันว่า คือ แชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบที่มีการจ่ายผลตอบแทนกันภายใน 3 วัน, 10 วัน หรือ 15 วัน ได้เงินกันแบบเห็นเนื้อเห็นหนัง กำไร 200 - 300 เปอร์เซ็นต์ หลายบริษัทเปิดขึ้นมาด้วยฝีมือการจัดการของแม่ทีมประเภทนี้

- แม่ทีมประเภทนักลงทุนและล่าหัวคิว คนกลุ่มนี้จะไปทุกแห่งที่มีแหล่งล่าเงินและล่าเหยื่อใหม่ ๆ ขอเพียงให้ได้สมัครอยู่ใกล้ ๆ หัวแถว หรือเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มต้น แม้กระทั่งแชร์ลูกโซ่ล่าสุดคนเหล่านี้ก็ตอบคำถามชัดเจนว่าทำไมจะไม่รู้ว่านี่คือแชร์ลูกโซ่ แต่มาก่อนลงก่อนได้ก่อนอยู่แล้ว ส่วนข้างหลังใครจะเจ๊ง ใครจะเสีย ก็ช่างเขาประไร

- คนทั่วไปที่อยากได้เงิน มาจากหลากหลายอาชีพทั้งแม่บ้าน ข้าราชการทั้งที่เกษียณ และยังไม่เกษียณ ดารา นักธุรกิจ พนักงานบริษัท ทหาร ตำรวจ ฯลฯ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรู้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่ก็พร้อมที่จะเสี่ยง ซึ่งหากเป็นเงินส่วนตัวก็ถือว่าเป็นการเดือดร้อนส่วนตัว แต่หากเป็นการหยิบยืม ระดมเงินญาติมาเล่นแชร์ลูกโซ่ก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมที่กระทบคนอื่นตามมา

7. แชร์ลูกโซ่ต่างจาก MLM อย่างไร?

หลังจากแชร์ลูกโซ่ระบาดอย่างหนักเมื่อกว่าสิบปีก่อนนี้ และเข้ามาเกาะอยู่กับธุรกิจขายตรงอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นภาพซ้อนที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าขายตรงในระบบ MLM ต่างกับแชร์ลูกโซ่อย่างไร

หากเป็นแชร์ลูกโซ่ตรง ๆ ไม่ปรุงแต่งแปลงกายก็เป็นเรื่องที่ดูแล้วเข้าใจง่าย เพราะมีการล่าหัวคิวหรือลงทุนแล้วรอรับส่วนแบ่งกันตรงไปตรงมาแทบจะไม่มีสินค้าเป็นจริงเป็นจังมากนัก ในขณะที่อีกด้านหนึ่งการแฝงตัวเข้ามาอาศัยระบบ MLM หากินของบางกลุ่มบางบริษัทนั้น แนบเนียนเกินกว่าจะมองกันอย่างธรรมดา ๆ แต่ต้องมองอย่างชนิดที่ต้องเรียกว่า แยกแยะกันเป็นส่วน ๆ เลยทีเดียว เพราะบริษัทเหล่านี้ได้พัฒนาไปมากกว่าแชร์ลูกโซ่ธรรมดาด้วยการทำทีว่าเป็น MLM ของแท้แต่สร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบ ดูผิวเผินเหมือนไม่ใช่การระดมเงิน หรือหลอกล่อดึงผลประโยชน์ แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นการดึงเม็ดเงินโดยผ่านกระบวนการสมาชิก ด้วยการจ่ายผลตอบแทนที่สูงเกินความเป็นจริงทางธุรกิจ เพราะไม่ได้มีเจตนาจะขายสินค้าอย่างเป็นธรรม จึงกลายเป็นกลุ่มที่ทำในรูปของระบบพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่มีหลายส่วนที่จะแยกออกมาให้เห็นว่าแชร์ลูกโซ่ที่แอบแฝงอยู่ในธุรกิจ MLM เป็นอย่างไร

- เริ่มที่ค่าสมัครที่ค่อนข้างสูง และถูกบังคับให้ซื้อสินค้าพร้อมกับการสมัคร บางแห่งอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท ขณะที่บางแห่งสูงกว่า 10,000 บาท ในขณะที่ระบบ MLM ที่แท้จริงไม่มีการบังคับซื้อ

- ไม่ได้สนใจขายสินค้า แต่การแนะนำเข้าร่วมธุรกิจจะบอกหรือเน้นอยู่ที่การหาคนเข้ามาสมัคร จะมีส่วนแบ่งรายได้ว่าหามากี่คน จะได้ไปกี่พัน กี่หมื่น หรือกี่แสนบาท ขณะที่ MLM เป็นการสร้างธุรกิจเพื่อขายสินค้า และสร้างองค์กรเพื่อให้เกิดการขายอย่างกว้างขวางขึ้น

- การจ่ายผลประโยชน์หรือคอมมิสชั่น มาจากส่วนแบ่งการล่าคนเข้ามาในระบบที่วางกฎบังคับซื้อสินค้า ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการบริโภค แต่แท้ที่จริงแล้วสินค้าเป็นแค่ฉากบังหน้า และเป็นเครื่องมือดึงเงินเข้าระบบ เพราะหากไม่มีการบังคับซื้อก็ไม่สามารถจ่ายค่าหัวคิวเป็นทอด ๆ ได้ ทำให้ระบบเดินต่อไปไม่ได้และล้มไปในที่สุด ขณะที่ MLM มีรายได้จากการขายสินค้าหรือยอดขายสินค้าที่เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งหมดนี้เป็นหลักใหญ่ในการพิจารณาดูว่าบริษัทไหนเข้าข่ายเป็นระบบพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจไม่ใช่สาระสำคัญมากนักในการพิจารณา

8. แชร์ลูกโซ่แอบแฝงอยู่ใน MLM อย่างไร?

คำว่า "แอบแฝง" น่าจะบอกลักษณะและพฤติกรรมของกลุ่มคนที่เข้ามาใช้ธุรกิจขายตรงในระบบ MLM เพื่อแฝงตัวล่าหัวคิว หรือสร้างธุรกิจล่าหัวคิวขึ้นมาพื่อเน้นการแอบแฝง แน่นอนว่าการที่คนใหม่ ๆ หรือคนที่สนใจจะเข้าร่วมธุรกิจ MLM สามารถสังเกตหรือแยกแยะออก อาจเป็นเรื่องยากยิ่ง

คนนอกวงการที่ไม่เคยเข้ามาสัมผัสธุรกิจนี้ไม่เคยศึกษาหรือไม่เคยรู้เลยว่าธุรกิจ MLM ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อได้รับการชักชวนให้สมัครเป็นกลุ่มแชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวอยู่ อาจเข้าใจเอาเองในทันทีว่า นี่คือ ขายตรง MLM ของแท้ เพราะภาพที่ผู้ชักชวนแนะนำบอกมาก็คือ ธุรกิจ MLM

หากจะแยกแยะกันแบบมองง่าย ๆ น่าจะแบ่งพวกแอบแฝงเหล่านี้ออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ

1. อย่างแรก คือ พวกที่เข้าใจได้ง่าย มองเห็นค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นแชร์ลูกโซ่แน่นอน แม้ว่าจะมีสินค้าที่อุปโลกน์ขึ้นมาประกอบ แต่ลักษณะการให้แนะนำคนเข้ามาสมัคร และระบุกันอย่างชัดเจนเลยว่าจะได้ส่วนแบ่งจากการหาสมาชิกรายละเท่าไหร่ บริษัทเหล่านี้ค่อนข้างดูง่ายในหลาย ๆ ส่วน ทั้งสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ สถานที่และเอกสารต่าง ๆ ดูไม่มีมาตรฐานเชื่อถือไม่ได้ บางบริษัทถึงกับใช้ใบเสร็จที่ซื้อมาจากร้านเครื่องเขียนก็มี หรือบางแห่งอาจจะไม่มีเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนบริษัท หมายเลขผู้เสียภาษีและอื่น ๆ ที่เป็นเอกสารจากทางราชการที่พอจะระบุได้ว่าเป็นรูปบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือแม้แต่เอกสารประกอบการขายก็ทำขึ้นมาหยาบ ๆ ง่าย ๆ และหากจะไปมองกันที่กระบวนการการทำตลาด แทบจะไม่ได้นำเสนอสินค้ากันมากนัก ไม่ได้สาธิตสินค้ากันอย่างจริงจัง มีสินค้าอยู่แค่ไม่กี่รายการ แต่ชอบป่าวประกาศว่าจะมีสินค้าทยอยออกมาอีกหลายรายการแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อย่างที่ประกาศไว้ นอกจากไม่ได้พูดถึงตัวสินค้าอย่างจริงจังแล้ว การนำเสนอแผนการตลาดที่แปลงและพัฒนามาเพื่อเป็นการล่าหัวคิวโดยเฉพาะจะมีการพูดกระตุ้นเรื่องนี้กันเป็นหลัก และเน้นรายได้กันเป็นสัปดาห์ หรือเป็นรายวันกันเลยทีเดียว ในขณะที่การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพสมาชิกในการทำตลาดอย่างมีคุณภาพและมีมาตรฐานแทบจะไม่มีเลย บริษัทเหล่านี้จะเปิดให้เม็ดเงินไหลเข้าโดยการให้แม่ทีมระดมคนเข้ามาสมัคร ซึ่งตามแผนการตลาดจะระบุชัดเจนว่า หามาได้กี่คนครบตามเงื่อนไขจะได้ส่วนแบ่งกี่พัน กี่หมื่นบาท เมื่อถึงจุดที่ไม่ควรจะเปิดต่อไปด้วยเหตุผลต่าง ๆ แล้ว ก็จะปิดบริษัททันทีพร้อมกับเม็ดเงินที่ได้ไป และอาจจะไปเปิดที่ใหม่ในชื่อใหม่ รูปแบบใหม่ แม้กระทั่งผู้บริหารก็อาจจะมาในชื่อใหม่ ล่าสุดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2542 เป็นต้นมา เมื่อแผนการตลาดเดิมไม่จูงใจมากพอ จึงหันมาเปิดแชร์ลูกโซ่เต็มรูปแบบ โดยเปิดซ้อนขึ้นมาอีกแผนหนึ่งซ้อนอยู่ในบริษัทเดียวกัน คราวนี้กำหนดกันว่าลงรหัสละประมาณ 3,000 บาท ลงสมัครได้ไม่จำกัดรหัส ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดและทองคำ รวมแล้วกำไร 200 - 300 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน

2. ส่วนลักษณะที่สอง คือ พวกที่ประกาศตัวชัดแจ้งว่า นี่คือ ขายตรงหลายชั้น มีการสร้างบริษัทที่ได้มาตรฐานบางแห่งอาจจะเป็นบริษัทต่างประเทศ ถ้าเทียบกับลักษณะแรกแล้วแตกต่างกันมากในเรื่องของสถานที่เอกสารหลักฐาน จะครบถ้วนสมบูรณ์ดูผิวเผินภายนอกน่าเชื่อถือมาก แม้แต่ตัวผู้บริหาร ที่ปรึกษา และผู้เกี่ยวข้อง ทุกอย่างล้วนดูมีคุณภาพทั้งสิ้น จุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือบริษัททั้ง 2 ลักษณะนี้จะไม่นิยมเปิดสาขาหรือหากจะเปิดก็น้อยมาก ๆ เพราะการเปิดสาขาหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น เมื่อคิดจะเข้ามาหาผลประโยชน์จากคนโลภ จึงไม่คิดที่จะทำบริษัทที่ยืนยาว และร่วมพัฒนาวงการนี้อย่างแท้จริงจึงไม่เปิดสาขาให้เปลืองเงิน เปลืองเวลา โดยมักอ้างว่าไม่จำเป็น เพราะสามารถส่งสินค้าผ่านช่องทางขนส่งต่าง ๆ ได้ทั่วประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การเปิดสาขาไม่ได้หมายถึงการจัดส่งอย่างเดียวแต่เป็นการพัฒนา และดูแลสมาชิกเพื่อพัฒนาธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวในพื้นที่นั้น ๆ การไม่เปิดสาขาจึงส่อแนวโน้มอย่างหนึ่งว่าบริษัทเหล่านั้นตั้งใจจะอยู่ไม่นาน และพร้อมจะปิดได้ทันที นอกจากจุดสังเกตที่ว่าแล้ว การแบ่งตัวที่แนบเนียนและลุ่มลึกร้ายกาจมาก คือ แผนการตลาดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาให้ดึงดูดใจ หรือโดนใจคนโลภโดยสามารถทำทั้งด้านที่บริสุทธิ์ใจก็ได้ หรือเป็นการล่าหัวคิวเต็มตัวโดยมีสินค้าเป็นแค่ตุ๊กตาที่อ้างว่ามีคุณภาพ ทั้งที่หลายบริษัทมีสินค้าอยู่แค่ไม่กี่รายการ ด้วยแผนการตลาดที่ว่านี้ เมื่อสามารถล่าหัวคิวโดยการเปิดรับสมัครแบบบังคับซื้อสินค้าแรกเข้าทันที บางบริษัทสูงกว่า 1 หมื่นบาท ขณะที่บางบริษัทอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท มีการระบุชัดเจนว่าเมื่อสามารถหาคนเข้ามาสมัครและซื้อสินค้าทันทีต่อจากตัวเราไปได้กี่รหัสก็จะได้ส่วนแบ่งที่เรียกว่าคอมมิสชั่นกี่พัน กี่หมื่น หรือกี่แสนบาท ตามแต่ว่าใครจะสามารถหาคนให้มาสมัครพร้อมกับจ่ายเป็นค่าสินค้าทันทีได้กี่รหัสตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดก็จะได้รับส่วนแบ่ง ส่วนสินค้าจะบริโภคหรือไม่ จะไม่มีการพูดถึง เพราะสินค้าถูกนำมาตั้งเพื่อให้สามารถกำหนดวงเงินได้โดยไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายแชร์ลูกโซ่ เท่ากับเป็นการปิดจุดบอดไม่ให้ผิดกฎหมายนั่นเอง การหาเงินด้วยวิธีดังกล่าว ไม่เคยสนใจที่จะสาธิตสินค้าหรือพัฒนาสมาชิกให้ทำธุรกิจขายตรงอย่างเข้าใจ หรือสร้างธุรกิจได้เอง หากแต่มีการจัดอบรมข้างในบางบริษัท ซึ่งวิทยากรก็ล้วนแต่คนดัง ๆ นอกวงการที่หลาย ๆ คนไม่ได้ลึกซึ้งในเรื่องธุรกิจขายตรงหลายชั้นเลยแม้แต่น้อย นี่คือลักษณะของหลายบริษัทที่แฝงตัวอยู่ในระบบ MLM อย่างแนบเนียน กลมกลืน เปิดตัวหากินโดยการล่าคนเข้าระบบ เพื่อล่าหัวคิวเป็นเป้าหมายหลัก

3. ส่วนกลุ่มสุดท้ายมาในรูปของกลุ่มที่เกิดขึ้นจากบรรดาแม่ทีมที่วนเวียนหากินอยู่ในวงการ MLM ในลักษณะฉาบฉวย กลุ่มเหล่านี้ตั้งขึ้นมาเพื่อระดมเงินเข้าไปลงทุนในบริษัทที่ใช้แผนไบนารี่ การระดมทุนดังกล่าวมีการตั้งผลประโยชน์ล่อใจไว้ค่อนข้างสูงให้ผลตอบแทนประมาณ 200 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 เดือน กลุ่มเหล่านี้มีความเกี่ยวพันกับบริษัทขายตรงบางแห่ง เมื่อระดมเงินมาได้ก็จะนำไปลงทุนในบริษัทที่ใช้ระบบไบนารี่ในลักษณะแพ็กทีม หรือจัดวางรหัสในการสมัครให้ได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทนั้นกำหนด เมื่อได้ผลตอบแทนกลับมาก็นำมาจ่ายคืนซึ่งในความเป็นจริงรายได้จากการแพ็กทีมไม่มากพอจะไปจ่ายคืน ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ได้ การระดมทุนจะดำเนินไปได้สักระยะหนึ่ง สุดท้ายก็ปิดและหอบเงินที่เหลือเผ่นเข้ากลีบเมฆทุกราย.

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์

Computer Crime

กิจกรรมประจำวันต่างๆ ในยุคปัจจุบัน ล้วนมีความเกี่ยวข้องจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้บัตร ATM การสื่อสารทางโทรศัพท์ การควบคุมสัญญาณไฟจราจร การขายสินค้า การให้บริการ สาธารณะ เช่น รถประจำทางปรับอากาศ หรือกระทั่งสายการบิน งานการรักษาพยาบาล และการฝากเงินธนาคาร เป็นต้น นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์ยังเก็บข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในวงการธุรกิจและแวดวงราชการ จากแนวความคิดที่ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องสามารถติดต่อกัน และเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ มาสู่ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันซึ่งใน 1 เครือข่ายนั้น อาจมีจำนวนเครื่องมากมายที่เป็นสมาชิก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนำมาสู่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต(Internet) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ความหมายของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

1 การกระทำใดๆ ก็ตาม ที่เกี่ยวกับการใช้ คอมพิวเตอร์อันทำให้เหยื่อได้รับความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน

2 การกระทำผิดกฎหมายใดๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ และในการสืบสวนสอบสวน ของเจ้าหน้าที่เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ก็ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน

ลักษณะของอาชญากรคอมพิวเตอร์ (Categories of Computer Criminals)

1 พวกหัดใหม่(Novice) บุคคลประเภทนี้มิได้เป็นอาชญากรโดยแท้จริง เพียงแค่ใช้โอกาสในตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ เข้าไปดำเนินการกับข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าไปยังฐานข้อมูลนั้นๆ และมีเป็นจำนวนมาก ที่เป็นลูกจ้าง หรือพนักงานของหน่วยงานนั้นๆ เอง

2 พวกวิกลจริต(Deranged persons) ลักษณะของบุคคลประเภทนี้ มักกระทำอะไรโดยปราศจากเหตุผล ชอบทำลาย เป็นผู้ป่วยทางจิตและมีอันตรายโดยทั่วไป ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และจำทำลายระบบ ซอฟท์แวร์ หรือแฟ้มข้อมูลต่างๆ

3 เป็นกลุ่มที่ประกอบอาชญากรรมในลักษณะองค์กร(Organized crime) เป็นพวกที่ประกอบ อาชญากรรมโดยหาผลประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ มีการกระทำร่วมเป็นกลุ่มแก็งค์ มีความรู้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถใช้ในการหลบหลีกหรือยับยั้งการสืบสวนติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ได้

4 พวกมืออาชีพ(Career) เป็นพวกกระทำผิด โดยสันดานถึงแม้ว่าจะถูกจับกุมแล้วเมื่อพ้นโทษออกมา ก็จะกระทำความผิดซ้ำอีก

5 พวกหัวพัฒนา(Con artists) เป็นพวกที่ชอบใช้ความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน

6 พวกช่างคิดช่างฝัน(Ideologues) เป็นพวกที่กระทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุนแรง เป็นพวกก้าวร้าวชอบแสดงตัวเองว่ามีจุดเด่น หรือมีอำนาจเหนือบุคคลอื่น

7 พวก Hacker/Cracker เป็นพวกที่จงใจ และเจตนาเข้าถึงระบบของคอมพิวเตอร์ และแฟ้มข้อมูล โดยแยกความหมายของ Hacker/Cracker ได้ดังนี้

7.1 Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ได้ แค่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์

7.2 Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหาย รวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการแนะนำให้ท่านรู้จักประเภทต่างๆ ของอาชญากรยุคใหม่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก่อความเดือดร้อน

ความเสียหายอันเกิดจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นอาชญากรรมเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถใช้อาวุธปราบปรามได้โดยตรง ผู้กระทำผิดด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ มีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีประสบการณ์และความชำนาญสูง และมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล แต่กฎหมายบ้านเราที่จะเข้าถึงเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างยากแม้ว่าจะมีประมวลกฎหมายอาญาใช้มา 40 กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายที่จะจัดการกับอาชญากรรมประเภทนี้โดยเฉพาะ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้สร้างความยุ่งยากในการหาและนำพยานหลักฐานมาสู่ศาล เนื่องจากตามกฎหมายไทย ใช้ระบบองค์ประกอบความผิดในการตี่ความโดยขยายความค่อนข้างทำได้ยาก ถ้าสืบไม่พบ ฟังไม่ชัดศาลก็จะยกฟ้องเสมอ จึงสามารถทำนายได้เลยว่า สภาพปัญหาและแนวโน้มอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในสังคมปัจจุบันจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอนาคต

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ

ลักษณะแรก การเจาะระบบรักษาความปลอดภัย ทางกายภาพ ได้แก่ ตัวอาคาร อุปกรณ์และสื่อต่างๆ

ลักษณะที่สอง การเจาะเข้าไปในระบบสื่อสาร และการ รักษาความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ข้อมูลต่างๆ

ลักษณะที่สาม เป็นการเจาะเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัย ของระบบปฏิบัติการ(Operating System)

ลักษณะสุดท้าย เป็นการเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล เน็ตเป็นช่องทางในการกระทำความผิด

 

                                 ธุรกิจบน Internet
                                @@@@@@@@ 

ค้าขายด้วย E-Commerce

ปัจจุบัน IT หรือเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ โดยที่มีผลพลอยได้มาจากการพัฒนาการใช้งานระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดเครือข่ายสารสนเทศขนาดใหญ่ที่มีการเชื่อมโยงไปทั่วทุกมุมโลก ความสามารถในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ให้เข้ากับธุรกิจที่มีอยู่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการสนับสนุนกระบวนการต่างๆ ในระบบธุรกิจ การใช้อินเทอร์เน็ตในทางธุรกิจที่เรียกว่า อิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ซ(Electronics commerce) ได้ส่งผลให้รูปแบบการค้า กาติดต่อสื่อสารระหว่างธุรกิจ และการทำธุรกรรมการค้าเปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในด้านการตลาดที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งเห็นได้ว่ามีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดรูปแบบการค้าและการซื้อขายสิ้นค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในเป็นที่นิยมในวงกว้างขึ้น และได้มีการส่งเสริมจากภาครัฐให้เกิดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับรองการขยายตัวทางด้านการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต

หลักการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต

ผู้ประกอบการต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตรวมทั้งกำหนดจุดประสงค์หรือนโยบายในการทำเว็บ เช่น การบริหาร การประชาสัมพันธ์ การหารายได้จากสินค้า และการบริการ เป็นต้น ในการทำเว็บต้องมีการเตรียมเนื้อหาให้ดึงดูดผู้ที่จะเข้ามาดูเว็บ ให้เกิดความสนใจ และควรจะมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ส่วนต่างๆ ของเว็บได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี วิธีในการทำเว็บสามารถศึกษาและทำเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการออกแบบและติดตั้งให้แบบครบวงจร หลังจากที่มีการทำธุรกิจแล้ว ต้องมีการเตรียมการในการปรับปรุงข้อมูลในเว็บรวมทั้งคอยฟังข้อติชมของผู้ที่เข้ามาดูเว็บเพื่อที่จะได้นำมาแก้ไขให้เว็บน่าดูยิ่งขึ้น

ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง

ปัจจุบันมีธุรกิจหลายประเภทที่ได้เริ่มมีการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตโดยที่เราสามารถแบ่งประเภทของธุรกิจได้ดังนี้

1 ธุรกิจขายตรง สิ่งที่สำคัญในธุรกิจขายตรง คือการบริการและดูแลลูกค้าในต่างประเทศ ธุรกิจขายตรงเริ่มมีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการติดต่อระหว่างทีมงาน เป็นที่รับรายการสั่งซื้อของลูกค้าหรือตั้งเว็บเพื่อสนับสนุนข้อมูล ให้กับตัวแทนขายสินค้าและลูกค้าทำให้สามารถกระจายฐานลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น

2 ร้านขายหนังสือ ในต่างประเทศได้มีการทำธุรกิจขายหนังสือผ่านทางอินเตอร์เน็ต เช่น Amazon.com เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดบนอินเทอร์เน็ตสามารถทำกำไรจากการขายหนังสือบนอินเทอร์เน็ตได้ปีละหลายร้อยล้านบาท ส่วนในเมืองไทยเริ่มมีเว็บขายหนังสือบนอินเทอร์เน็ตหลายราย เช่น Thaiamazon.com หรือร้านหนังสือจุฬาก็มีเว็บที่ขายหนังสือผ่านอินเทอร์เน็ต

3 ธุรกิจร้านค้าอาหาร ในเมืองไทยที่เริ่มมีเว็บที่สามารถสั่งอาหารทางอินเทอร์เน็ต เช่น พิทซ่าฮัทได้เริ่มเป็นรายแรก ตามมาด้วย KFC ซึ่งก็ตามมาติดๆ จากนี้คงมีเว็บที่สามารถสั่งอาหารบนอินเทอร์เน็ตตามมาอีกหลายราย

ข้อดีในการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต

1 ช่วยเพิ่มข่องทางการจัดจำหน่าย ในการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต สามารถเพิ่มช่องทางสำหรับการกระจายและขายสินค้าและยังสามารถทำการส่งเสริมการขายได้ง่าย เนื่องจากมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่เป็นจำนวนมาก

2 สามารถให้บริการข้อมูล ข่าวสาร และการบริการที่ทันสมัยให้กับผู้สนใจอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็ว อินเทอร์เน็ตสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน โดยที่ไม่ต้องมีการพักทำให้สามารถทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา

3 ลดต้นทุนการทำธุรกิจ การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตสามารถลดต้นทุนทางธุรกิจได้หลายๆ ด้าน เช่น ด้านการขายและการตลาด บริษัทไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานขายหรือพนักงานบริการลูกค้าเป็นจำนวนมาก พนักงานที่มีอยู่สามารถขยายสาขาหรือศูนย์บริการไปหลายๆ ที่ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงานบริษัทซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของบริษัทลง 4 ช่วยเพิ่มการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ อินเทอร์เน็ตสามารถนำเสนอสินค้าที่เป็นเอกลักษณะของท้องถิ่นหนึ่งให้คนอีกที่หนึ่งได้รู้จัก เช่น ในเมืองไทยสามารถโฆษณาสินค้าหัตถกรรมต่างๆ เช่น ไม้แกะสลัก เครื่องเงิน ให้กับคนต่างประเทศได้รู้จักก่อนที่จะพัฒนาเป็นการทำธุรกิจต่อไป

E-commerce กับธุรกิจผิดกฎหมาย

ปัจจุบันได้มีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในทางผิดกฎหมายมากขึ้น เช่น การขายหนังสือลามก, วีดีโอลามก, สื่อลามกประเภทต่างๆ เป็นแหล่งโอนเงินที่ผิดกฎหมายรวมทั้งใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงเพื่อกระทำความผิดเป็นต้น เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เปิดกว้างให้บุคคลใดก็ได้เข้ามาใช้งานทำให้มีบุคคลที่ทำผิดกฎหมายใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการกระทำความผิด ทางภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้มีการตั้งโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นเพื่อใช้ในการศึกษาและยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศโดยให้คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานและประสานงานระหว่างหน่ายต่างๆ ซึ่งในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการร่างกฎหมาย ตัวกฎหมายที่ออกมาคาดว่าจะมีการกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการและนิติกรรมสัญญาแบบอิเล็กทรอนิค ความรับผิดชอบและการคุ้มครองผู้ใช้รวมทั้งอาจจะมีบทลงโทษผู้ที่นำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย