|

|
| |
1.เรื่อง การสวนสอบสวนเพิ่มเติม
>>>คลิกอ่าน
ป.วิอาญา
(1.1) อำนาจการสวนสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน
ภ.9
มีหนังสือเวียนที่ 0020.122/212 ลง 14
ม.ค.47 แจ้ง
ภ.จว.ในปกครอง
ถือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับอำนาจของ พงส.เรื่องการสอบสวนเพิ่มเติม
สรุปได้ความดังนี้
สตช.ได้รับทราบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติงานของ
พงส. สภ.อ.ย่านตาขาว
จว.ตรัง กรณี
พงส.
ได้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญาเรื่องคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายพรรณา จันสุข
ถึงแก่ความตาย และได้ออกหมายจับนายสุวิช จิตรบุญ เป็นผู้ต้องหา
แล้วสรุปสำนวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้อง ซึ่งยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้
แล้วส่งสำนวนไปยังอัยการจังหวัดตรัง ภายหลังจึงจับกุมนายสุวิชฯได้
นอกจากสอบสวนปากคำผู้ต้องหาแล้ว พงส. ยังได้สอบสวนพิ่มเติมอีกหลายประการ
และได้นำผลการสอบสวนเพิ่มเติมส่งพนักงานอัยการ แต่พนักงานอัยการได้แจ้งให้ พงส.ไปพบแล้วสั่งให้เอาเอกสารการสอบสวนเพิ่มเติมออก
โดยให้เหตุผลว่า พงส.ไม่มีอำนาจการสอบสวนและเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
เพราะเป็นการสอบสวนหลังจาก
การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมกับอ้าง หนังสือ มท.ที่
24455/2497 ลง 28 ต.ค.2497
เรื่องการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ในกรณีจับกุมสอบสวนหรือฟ้องผิดตัว
ถึงอธิบดีกรมอัยการ ซึ่งรายละเอียดเป็นเรื่องศาลลงโทษจำเลยผิดตัวและต่อมา พงส.
ได้สอบสวนเพิ่มเติมอีก จึงเป็นการสอบสวนโดยมิชอบ พงส.จึงได้ยินยอมเอาเอกสารการสอบสวนเพิ่มเติมออกตามคำสั่งของพนักงานอัยการ
แต่ ผบช.ภ.9
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ พงส.
เห็นว่าไม่น่าเป็นการดำเนินการโดยมิชอบ
เพราะเป็นการยืนยันสภาพทางคดีเพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการออกหมายเรียกพยานได้ถูกต้อง
และไม่ทำให้เสียหายต่อรูปคดีของพนักงานอัยการแต่อย่างใด
สตช.ได้หาหรือ
คณะกรรมการกฤษฎีกาว่า
(1)เมื่อ พงส.แห่งท้องที่ที่มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาได้เกิดหรืออ้างว่าหรือเชื่อว่าได้เกิด
ในเขตอำนาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำนาจของตนตามป.วิอาญา
ม.18 หรือ พงส.ผู้รับผิดชอบตาม
ป.วิ
อาญา ม.19
ได้สรุปสำนวนการสอบสวนโดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือควรสั่งไม่ฟ้องส่งพนักงานอัยการตาม
ป.วิอาญา ม.142
ต่อมาจับกุมตัวหรือรับตัวผู้ต้องหาไว้ควบคุม พงส.จะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
โดยไม่ทำให้
คดีของพนักงานอัยการเสียหายได้หรือไม่เพียงใด
(2)กรณีเมื่อพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำ
สั่งเสนอ ผบ.ตร.ตามป.วิอาญาม.145
หรือพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ
ม.12 ผบ.ตร.ในฐานะผู้ตรวจสอบยังสามารถสั่งให้
พงส.ทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามแนวทางเดิมที่กรม-อัยการเคยตอบข้อหารือไว้ว่ามีอำนาจสั่งให้
พงส.ทำการสอบสวนเพิ่มเติมและวัตถุประสงค์ของ ป.วิอาญา
ก็เป็นเช่นนั้นหรือไม่
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่
11 เห็นว่า
(1) พงส.ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังจากที่ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการแล้ว
เพราะ พงส. หมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนต่อไป
ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9/2481
ส่วนการแจ้งข้อหาและการสอบสวน
ผู้ต้องหาที่จับได้ในภายหลังนั้น พงส.จะต้องดำเนินการตาม
ม.134 แห่ง ป.วิอาญาโดยเมื่อ
พงส.ได้แจ้งข้อหาแล้วให้ส่งบันทึก
การแจ้งข้อหาไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องทำ
ความเห็นอีก
(2)เห็นว่ากรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอ
ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร.
หรือผู้ช่วย ผบ.ตร.
หรือ ผวจ.แล้วแต่กรณี
เพื่อทำความเห็นแย้งตาม ม.145 แห่ง ป.วิอาญา
หรือ ม.12 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง
ผบ.ตร.รอง ผบ.ตร.หรือผู้ช่วย
ผบ.ตร.หรือ ผวจ.แล้วแต่กรณี
ไม่มีอำนาจ
สอบสวนเพิ่มเติมหรือสั่งให้ พงส.สอบสวนเพิ่มเติมได้อีก
(1.2)
อำนาจการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานอัยการ
ภ.9 มีหนังสือเวียนที่ 0020.012/10423 ลง 15 ก.ย.2546
แจ้งแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอำนาจการสั่งให้
สอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานอัยการตามคำวินิจฉัยข้อหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกา
สรุปความดังนี้.
จากกรณีสำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนจัดการให้ได้ตัว
นาย-
เพ็ญพงศ์ ตันวิมลรัตน์ พยานในคดีอาญาที่ 189/2540
แล้วส่งตัวมายังพนักงานอัยการภายใน 19 ต.ค.2544
เนื่องจาก
พนักงานอัยการเห็นว่าควรแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายเพ็ญพงศ์ฯพยานในคดีเป็นผู้ต้องหาด้วย
โดยอ้างว่า พงส.จักต้องดำเนินการ
และปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ม.143 แม้ พงส.จะไม่ได้สอบสวนปากดคำนายเพ็ญพงศ์ฯในฐานะผู้ต้องหาในชั้นแรก
แต่เมื่อส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว พงส.จำต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานอัยการเท่านั้น
ไม่อาจมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
อีกได้ไม่
ตร.จึงหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าอำนาจการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานอัยการในกรณีที่
พงส.ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว
หากพนักงานอัยการเห็นควรดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีไม่ว่าจะเป็นพยาน
หรือบุคคลภายนอกที่ถูกพาดพิงถึง
พนักงานอัยการมีอำนาจสั่ง พงส.แจ้งข้อหาบุคคลดังกล่าวเพิ่มเติมได้หรือไม่อย่างไร
เนื่อง
จากแนวระเบียบปฏิบัติเดิม(ของกรมอัยการ) เพียงแต่ให้
พนักงานอัยการแนะนำไปยัง พงส.ว่าควรจะสอบสวนบุคคลนั้นในฐานะ
ผู้ต้องหา
และส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการตาม ป.วิอาญา ม.141 และ 142 เท่านั้น
คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 11 พิจารณาแล้วลงความเห็นว่า
พนักงานอัยการจะมีอำนาจสั่งให้
พงส.ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตาม ป.วิอาญา
ม.143 วรรค 2 (ก) โดยสั่งให้ พงส.แจ้งข้อหาบุคคลใด
บุคคลนั้นจะต้องเป็น
ผู้ต้องหาและ พงส.มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องบุคคลนั้นไปยังพนักงานอัยการตาม
ม.143(1) มาแล้ว
แต่กรณีหารือบุคคลที่พนักงานอัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและแจ้งข้อหาเป็นเพียงพยานในคดีหาใช่ผู้ต้องหา
พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจตาม ม.143 วรรค 2 (ก)ที่จะสั่งให้ พงส.ทำการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาแก่พยานดังกล่าวได้
2.
เรื่องการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
(2.1) เรื่องการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร
ภ.9 มีหนังสือเวียนที่
0020.122/7841 ลง 11 ต.ค.45
แจ้ง ภ.จว.ในปกครองถือปฏิบัติตาม
หนังสืออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ พณ 0706/1623
ลง 14 ส.ค.45
ความโดยย่อว่า
ได้มีการร้องทุกข์ต่อตำรวจให้สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรจำนวนมาก
ส่วนหนึ่งเกิดจากเจ้าของสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรใช้สิทธิของตนเกิน
ขอบเขตทำให้มีผลกระทบต่อการค้าและการส่งออก
ประเด็นการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับสิทธิและขอบเขตของความคุ้มครอง
เป็นเรื่องทางเทคนิคและเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
พนักงานสอบสวนต้องดำเนินคดีด้วยความรอบคอบก่อนจับกุมหรือแจ้งข้อกล่าวหา
เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินคดี
ให้พนักงานสอบสวนใช้ประโยชน์ในการขอข้อมูลเบื้องต้นในการที่จะดำเนินการ
ต่อไปจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยติดต่อสำนักสิทธิบัตรโทร.02-5474716-7
โทรสาร 02-5474718
(2.2)
เรื่องการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์
(2.2.1) ภ.9
มีหนังสือที่ 0020.122/11506 ลง 31 ต.ค.2546
ให้ถือปฏิบัติแนวทางในการดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามหนังสือ
กระทรวงพาณิชย์ด่วนมากที่ พณ 0705/4024 ลง 15 ต.ค.2546 คือ
(1)แนวทางปฏิบัติของพนักงานตำรวจในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลงที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือตามหนังสือที่
พณ 0705/2315 ลง 12 มิ.ย.2546
เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงโดยการเผยแพร่เพลงหรือทำซ้ำและเผยแพร่เพลงด้วยการให้บริการคาราโอเกะเท่านั้น
เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับตัวแทนเจ้าของสิทธิหาประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ถูกต้อง
และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ให้บริการคาราโอเกะ
(2)สำหรับการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงและภาพยนต์โดยการผลิตและจำหน่ายเทปหรือซีดีผิดกฎหมาย
ยังคงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของ
ฯพณฯนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่จะปราบปรามการละเมิดให้หมดสิ้นไป
โดยถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วน โดยปฏิบัติตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 1
ก.ค.2546 อย่างเคร่งครัด
(2.2.2) แนวทางปฏิบัติฉบับใหม่ล่าสุดตามหนังสือกระทรวงพาณิชย์ที่
พณ 0705/3163 ลง 8 ก.ค.2547 ซึ่ง ภ.จว.สงขลา
ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งหน่วยในปกครองถือปฏิบัติ ตามหนังสือที่ สข
0029.24.4/5493 ลง 27 ก.ค.2547
(ซึ่งก็จะเป็นการยกเลิกหนังสือกระทรวงพาณิชย์ด่วนมากที่ พณ 0705/4024 ลง 15
ต.ค.2546)มีแนวทางปฏิบัติโดยย่อดังนี้.
(1)
การดำเนินคดีอาญากรณีมีการเปิดเพลงคาราโอเกะอื่นๆที่ไม่มีการอ้างสิทธิจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ซ้ำซ้อน
ให้ถือปฏิบัติ
1.1
ไม่ว่ากรณีใดห้ามจับกุมก่อนผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อ พงส.
และไม่ถือเป็นความผิดซึ่งหน้า
การร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่เป็นภัตตาคาร ร้านอาหารที่มีดนตรี
ร้านเปิดบริการคาราโอเกะ และตู้เพลิงหยอดเหรียญ
ผู้รับแจ้งจะต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้แน่ชัดว่าผู้ร้องทุกข์เป็นเจ้าของลิขสิทธิหรือผู้รับสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ถูกต้องจากเจ้าของสิทธิที่แท้จริง
1.2
กรณีมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ หนังสือมอบอำนาจต้องเป็นฉบับจริง
และก่อนรับคำร้องทุกข์ให้ตรวจสอบบัตรตัวแทนซึ่งออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาและไม่หมดอายุ
1.3
ตำรวจไม่ควรร่วมกับผู้เสียหายจับกุมในกรณีที่มีการล่อซื้อโดยพวกผู้เสียหายเป็นผู้หยอดเหรียญเปิด
เพลงคาราโอเกะ
ฯลฯ
(2) การดำเนินคดีอาญากรณีที่มีการเปิดเพลงคาราโอเกะอื่นๆที่มีการอ้างสิทธิจัดเก็บลิขสิทธิ์ซ้ำซ้อน
2.1 ไม่ให้ดำเนินการจับกุมผู้ประกอบการคาราโอเกะ
โดยจะต้องตรวจสอบรายชื่อเพลงที่มีการขอให้จับกับบัญชีรายชื่อเพลงที่อ้างสิทธิจัดเก็บซ้ำซ้อนที่จัดทำโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา
และตรวจสอบเรื่องสิทธิให้ชัดเจนก่อน
2.2
หากได้รับแจ้งจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่ามีสิทธิในเพลงดังกล่าวแล้วจะดำเนินการต่อไปผู้เสียหายจะต้องแจ้งความร้องทุกข์ก่อนและไม่ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า
2.3 การร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่เป็นภัตตาคาร
ร้านอาหารที่มีดนตรี ร้านเปิดบริการคาราโอเกะ และตู้เพลิงหยอดเหรียญ
ผู้รับแจ้งจะต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้แน่ชัดว่าผู้ร้องทุกข์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้รับสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ถูกต้องจากเจ้าของสิทธิที่แท้จริงและเป็นเจ้าของสิทธิอย่างไร
ได้สิทธิมาโดยวิธีใด เป็นผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรม เป็นผู้ประพันธ์คำร้อง
ทำนอง
หากรับโอนสิทธิ์มาจะต้องแสดงหลักฐานประกอบโดยไม่ขาดสายจนถึงผู้สร้างสรรค์เพลงดังกล่าว
2.4 กรณีมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ หนังสือมอบอำนาจต้องเป็นฉบับจริง
และก่อนรับคำร้องทุกข์ให้ตรวจสอบบัตรตัวแทนซึ่งออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาและไม่หมดอายุ
2.5
ตำรวจไม่ควรร่วมกับผู้เสียหายจับกุมในกรณีที่มีการล่อซื้อโดยพวกผู้เสียหายเป็นผู้หยอดเหรียญเปิดเพลงคาราโอเกะ
ฯลฯ
3.
เรื่องแนวทางการปฏิบัติในการออกหมายจับ หมายขัง ทหารที่กระทำผิด
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญา(สอดคล้องกับ
ม.237 ของรัฐธรรมนูญ)
ภ.9 มีหนังสือที่
0020.012/7868 ลง 14 ต.ค.45
ในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ถือปฏิบัติตั้งแต่ 12 ต.ค.2545
ตามที่กรมพระธรรมนูญ มีหนังสือที่ กห 0202/1330
ลง 9 ต.ค.45
สรุปโดยย่อได้ความว่า
(1)
ในคดีอาญาการจับและคุมขังผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารในชั้นสอบสวน
เป็นอำนาจของศาลทหารที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในการมีคำสั่งหรือออกหมายตาม
ม.237 ของรัฐ-ธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร
พ.ศ.2498 ม.19
ว.1,21,26,45
(2)กรณีทหารกระทำผิดอาญาและเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร
ให้ตำรวจร้องขอหมายจับต่อศาลทหารที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
และมีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่จะทำการจับ
(3)กรณีที่ผู้บังคับบัญชาทหารมิได้มารับตัวทหารผู้ต้องหา
ตามระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วย
การปฏิบัติและประสานงานฯพ.ศ.2544
ข้อ 16(1)
ให้ตำรวจนำตัวทหารผู้ต้องหาไปยังศาลทหารที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งออกหมายขังต่อไป
หมายเหตุ:
(1)
กรณีนี้ผู้ต้องหาที่เป็นทหารกระทำผิดโดยไม่ได้กระทำผิดร่วมกับพลเรือน(ซึ่งต้องขึ้นศาลพลเรือน)
(2) พื้นที่จังหวัดสงขลา ขึ้นกับศาลมณฑลทหารบกที่
42
4.
เรื่องแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาจับกุมและดำเนินคดีกับผู้นำเงินตราต่างประเทศออกนอกราชอาณาจักร
ภ.9 มีหนังสือที่
0020.153(ศศก.)/2279 ลง
29 เม.ย.45
ต่อท้ายหนังสือ สตช.ที่004.6
ลง 11 เม.ย.2545
สั่งการให้ถือปฏิบัติ ตามที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตาม กม.ปปง.จับกุมผู้ต้องหาพร้อมเงินตราต่างประเทศขณะกำลังนำเงินดังกล่าวติดตัวออกนอกราชอาณาจักรแล้วยึดเงินนั้นเป็นของกลางให้กรมศุลกากรเก็บรักษาพิจารณาเปรียบเทียบระงับคดี
กรมศุลกากรจึงมีหนังสือหารือ สนง.คณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการฯได้วินิจฉัยมีความเห็นว่าการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร,บริษัทหรือบุคคลที่ได้รีบอนุญาตตามกฎกระทรวงที่ออกตาม
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
พ.ศ.2485
นั้นทำให้รัฐไม่อาจควบคุมปริมาณเงินตราต่างประเทศในระบบการเงินของรัฐตามเจตนารมณ์แห่ง
ม.8 ทวิ
การนำเงินดังกล่าว
ไปถือว่าเป็นการส่งหรือนำ ของ ต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักร
อันเป็นความผิดตามนัย ม.27
แห่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร
พ.ศ.2469
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร
ฉ.11 พ.ศ.2490
อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจดำเนินการได้
5.
เรื่องกำชับการเป็นพยานศาลของพนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง
สตช.มีหนังสือเวียน
ด่วนที่สุดที่ 0004.6/1879 ลงวันที่ 11
ก.พ.2545
ว่าขณะนี้ศาลได้มีการนั่ง
พิจารณาคดีต่อเนื่อง จะต้องไม่มีการเลื่อนคดีโดยไม่จำเป็น
จึงได้สั่งการกำชับดังนี้.
(1)
ตำรวจที่เป็นพยานศาลไปเบิกความตามที่ศาลนัดโดยเคร่งครัด
โดยถือเป็นราชการที่สำคัญ
(2)พยานตำรวจที่ถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งพื้นที่อื่นนอกเขตอำนาจศาล
ศาลจะไม่ส่งประเด็น
ให้เดินทางไปเบิกความที่ศาลเดิม
โดยถือว่าเป็นการเดินทางไปราชการ
(3)
พยานที่ไม่ใช่ตำรวจให้ควบคุมและติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นรายคดี พงส.ต้องนำพยานทุกปาก
ไปเบิกความต่อเนื่องกันไปในคราวเดียว
(4)
มีการรายงานผลการส่งหมายเรียกพยานไปยังศาลผู้ออกหมายเรียก
(5)
พยานสำคัญที่จำเป็นต้องมาเบิกความก่อนวันเริ่มสืบพยานหรือเหตุจำเป็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของพยาน
ให้ประสานกับอัยการเพื่อนัดสืบพยานดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ
(6) แต่ละ สภ.ต้องกำหนดบุคคลเป็นผู้รับผิดชอบในการติดตามพยานและประสานงานกับศาลโดยตรง
6.สำนักงานอัยการสูงสุดตอบข้อหารือการทำสำนวนและการส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพ
สืบเนื่องจาก อัยการจังหวัดเชียงใหม่
ไม่รับสำนวนการสอบสวนของ สภ.ต.ช้างเผือก
โดยอ้างว่า
ไม่ได้ขอขยายเวลาการทำสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ
สำนักงานอัยการสูงสูดพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า
(1)
การขยายระยะเวลาการทำสำนวนการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ ตาม ป.วิอาญา
ม.150 วรรค 4
กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ต้องขอขยายเวลาต่อผู้ใด พงส.
สามารถขยายได้ถ้ามีความจำเป็นไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30
วัน โดยบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในสำนวน
(2) การส่งสำนวนฯตาม ป.วิอาญา
ม.150 วรรค 1
กฎหมายบัญญัติให้ส่งโดยเร็วเมื่อเสร็จสิ้นการ
ชันสูตรพลิกศพ โดยมิได้กำหนดระยะเวลาในการทำสำนวนไว้
(3) พงส.มีดุลยพินิจที่จะขยายเวลาการทำสำนวนตามความจำเป็น
ตามนัย ป.วิอาญา ม.150 วรรค
4
7.การส่งสำนวนคดีที่ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นที่เรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น
หนังสือ ภ.9 ที่
0020.012/3005 ลง 31 พ.ค.2545
ท้ายหนังสือ สตช.ที่0004.6/6167
ลง 20 พ.ค.2545
ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนถือปฏิบัติดังนี้
(1) ในกรณีคดีใกล้ขาดอายุความ ให้หัวหน้า พงส.ประสานพนักงานอัยการ
เพื่อขอให้ศาลโอนตัว
ผู้ต้องหาไปยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี
(2) คดีอื่นๆ ให้ พงส.รีบสอบสวน
สรุปเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณามีความเห็นทางคดี กรณีมีความเห็นสั่งฟ้อง
ให้เก็บสำนวนการสอบสวนไว้และอยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าพนักงานสอบสวน
เมื่อมีการย้ายก็ส่งมอบเหมือนการส่งมอบสำนวนการสอบสวนคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวน
และให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนติดตามผลคดี เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ก็คัดสำเนาคำพิพากษา แล้วส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ
หรือถ้าศาลยังไม่พิพากษาคดีใกล้หมดอายุความก็ปฏิบัติตาม (1)
8.
กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแก้ไขจำนวน
3
ฉบับมีผลบังคับใช้แต่ 1 ตุลาคม 2545
กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจำนวนสามฉบับมีการแก้ไขมีผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติ ซึ่ง ตร.ทำหนังสือเวียนแจ้งมาให้ทราบ
สาระเฉพาะส่วนสำคัญมีดังนี้
(1) พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ
(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545
มาตรา 91
ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอัตราโทษจากเดิมในเรื่องผู้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่
1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57
หรือยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา
58 จากจำคุก
หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าพันถึงหนึ่งแสนบาท
เป็นจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงหกหมื่นบาท
ซึ่งมีผลเกี่ยวกับอำนาจศาล จากเคยขึ้นคดีศาลจังหวัด เป็นขึ้นคดีศาลแขวง
พนักงานสอบสวนต้องระวังด้วยจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้
และยังมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มโทษผู้ค้ายาเสพติดร้ายแรง อีกหลายประการ
(2) พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามยาเสพติด(ฉบับที่
4) พ.ศ.2545
มีการแก้ไขและเพิ่มเติมมาตรา
10,11,14,14ตรี,14จัตวาและ16/1
ซึ่งมีความสำคัญอยู่ในมาตรา 14
เดิมมีการโต้แย้งกันเรื่องอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่(เช่นตำรวจที่มีบัตร
ปปส.)ว่ามีอำนาจค้นได้โดยไม่ต้องใช้หมายค้นศาลได้หรือไม่
อันจะเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ ปัญหานี้ก็หมดไป
และตามมาตรา 14 จัตวา
ในเรื่องให้อำนาจการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร(เช่นการดักฟังโทรศัพท์
เป็นต้น)แต่การใช้อำนาจนี้โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นผู้มีคำสั่งอนุญาต
(3) พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
พ.ศ.2545 ซึ่งได้ยกเลิก พ.ร.บ.ดังกล่าวฉบับปี
2543
ทั้งฉบับ ซึ่ง ภ.9
เคยมีหนังสือเวียนแจ้งให้ทราบและเตรียมการณ์ล่วงหน้าแล้วขณะยังไม่เป็นกฎหมาย
ตามหนังสือ ภ.9 ที่0020.152/5572
ลงวันที่ 28 มิ.ย.45
โดยสาระสำคัญมีดังนี้
-เมื่อมีการจับกุมผู้กระทำผิดฐาน เสพ,เสพและมีไว้ในครอบครอง,เสพและมีในครอบครองเพื่อจำหน่าย,เสพและจำหน่าย(มาตรา
19 วรรค1)ตามชนิดประเภทและปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง
(กรณีเสพ-เฮโรอีน,เมทแอมเฟตามีน,แอมเฟตามีน,โคคาอีน,ฝิ่นหรือกัญชากรณีจำหน่ายหรือมีในครอบครองไม่เกินจำนวนหรือปริมาณสุทธิ
เฮโรอีนไม่เกิน 100 มิลลิกรัม เมทแอมเฟตามีนไม่เกิน
5 หน่วยการใช้หรือ 500
มิลลิกรัม แอมเฟตามีนไม่เกิน 5 หน่วยการใช้หรือ
500 มิลลิกรัม เมทิลลีนไดออกซีเมท
แอมเฟตามีนไม่เกิน
5 หน่วยการใช้ หรือ 1,200
มิลลิกรัม โคดาอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัม
กัญชาไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัม
นำส่งพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการดังนี้
*รับคดี
*พิมพ์มือส่งตรวจประวัติ
*เก็บตัวอย่างปัสสาวะของผู้ต้องหา
เพื่อทดสอบเบื้องต้นและส่งตรวจพิสูจน์พร้อมของกลางอื่นเมื่อรับแจ้งผลแล้วให้ส่งผลให้อนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาทราบพร้อมด้วยหลักฐานในทันที
*ทำการสอบสวน กรณีเป็นเด็ก เยาวชน
หรือทหารให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อตกลงในเรื่องนั้น
*ตรวจสอบว่าผู้ต้องหาอยู่ระหว่างดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาหรือไม่
หากมีให้ดำเนินคดีไปตามปกติ
*ทำคำร้องขอให้ศาลส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถานที่ควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติดและนำตัวไปศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งภายใน
48 ชั่วโมง หากผู้ต้องหาอายุไม่ถึง 18
ปีบริบูรณ์ให้นำตัวไปส่งต่อศาลเพื่อมีคำสั่งภายใน 24
ชั่วโมงนับแต่ถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน(ดูรายละเอียด
ม.19 วรรค 2)
-ศาลรับคำร้องจากพนักงานสอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ดำเนินตามปกติตาม
ป.วิอาญา พงส.ต้องรับตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีตามคำสั่งศาล
หรือสั่งให้ส่งไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด ให้พงส.ส่งตัวพร้อมคำร้องและคำสั่งศาลไปยังสถานที่ควบคุมเพื่อการตรวจพิสูจน์ในพื้นที่
-คณะอนุกรรมการฟื้นฟูฯจะสั่งให้จัดทำประวัติและดำเนินการวินิจฉัยใน
15 วัน(มาตรา 22)
*วินิจฉัยว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดและส่งผู้ต้องหาไปเข้าศูนย์ฟื้นฟูฯมีหนังสือแจ้ง
พงส.ทราบเพื่อรวมเข้าสำนวน
*วินิจฉัยว่าไม่เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด มีหนังสือแจ้ง พงส.ก็ให้
พงส.รับตัวผู้ต้องหาแล้วนำตัวไปฝากขังหรือส่งสถานพินิจฯแล้วแต่กรณีเพื่อดำเนินคดีอาญาตามปกติ
หมายเหตุ :
(1)ระหว่างตรวจพิสูจน์และฟื้นฟู ให้ พงส.
ดำเนินคดีอาญาต่อไปจนเสร็จสิ้นและสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นทางคดีโดย
ไม่ต้องคำนึงถึงกระบวนการฟื้นฟูโดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน
ุ60 วัน
แล้วส่งสำนวนไปยังอัยการพร้อมหนังสือแจ้งว่าผู้
ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ ณศูนย์ฟื้นฟู
หรือสถานตรวจพิสูจน์ หรือควบคุมตัวไว้ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูฯ
(ดูมาตรา 19 วรรค4)ซึ่งอัยการ
จะมีคำสั่งให้ชะลอการฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งผลจากคณะอนุกรรมการฯ
เว้นแต่
-พงส.รับแจ้งผลตรวจประวัติพบว่าผู้ต้องหาอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีความผิดฐานอื่นซึ่งมีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก
(ดูรายละเอียดการปฏิบัติตาม มาตรา 24)
-อัยการเห็นว่าผู้ต้องหาไม่มีสิทธิ์ได้รับการฟื้นฟูจะมีหนังสือแจ้งให้นำตัวมาดำเนินคดี
(2)เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการฟื้นฟู
คณะอนุกรรมการจะวินิจฉัยดังนี้
-ผู้ต้องหารับการฟื้นฟูครบถ้วนผลเป็นที่พอใจถือว่าผู้นั้นพ้นความผิด
แจ้งผลให้ พงส.และอัยการทราบ
-ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจจะรายงานส่งความเห็นไปยังอัยการ(สำนวนการสอบสวน
อยู่ที่อัยการแล้ว)ส่งตัวไปให้อัยการฟ้องศาลต่อไป
9.
แนวทางการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯเพิ่มเติม
ภ.9
มีหนังสือที่ 0020.133(ศตส)/3490ลง
28 พ.ค.46
แจ้งแก้ไขแนวทางปฏิบัติตามนัยหนังสือ
ตร.ด่วนที่สุดที่ 0004.6/2152ลง3มี.ค.46
โดยให้ยกเลิกข้อ 3 วรรค1
และข้อ 12 ใช้ข้อความนี้แทน
"ข้อ 3
เมื่อศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด
ให้ พงส.
ดำเนินการส่งตัวผู้ต้องหาพร้อม
เอกสารคำร้องตามข้อ 2
และคำสั่งศาลไปยังศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือสถานที่เพื่อการควบคุม
และสถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบโดยเร็ว
ข้อ 12 เมื่อหน่วยงานวิทยาการตำรวจ(กองทะเบียนประวัติอาชญากร
กก.วท.เขต,วท.จว.)ได้รับแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจ
สอบประวัติ
ให้ตรวจและแจ้งผลการตรวจประวัติผู้ต้องหาให้พงส.ทราบและเก็บแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาดังกล่าวไว้ในสารบบจนกว่าจะได้รับแจ้งว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตาม
ม.33
ให้ พงส.แจ้งผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรทราบเพื่อนำประวัติผู้นั้นออกจากสารบบ
ตามระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี
ลักษณะที่ 32 บทที่ 4
เรื่องการคัดแยกแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและบัญชีและประวัติออกจากสารบบหรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากร
ข้อ 1.3.7 และให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรแจ้ง กก.วท.เขต
หรือ วท.จว.ทราบเพื่อดำเนินการดังกล่าวเช่นเดียวกัน"
10.
การสอบสวนคดีอาญากรณีผู้เสียหายมอบอำนาจให้ผู้อื่นร้องทุกข์
กองคดี ตร.มีหนังสือที่
0004.36/5061 ลง 23 พ.ค.46
แจ้งให้ พงส.ทราบว่า สนง.อัยการพิเศษฝ่ายคดีทรัพย์สิน
ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศส่งสำนวนที่อัยการมีความเป็นสั่งไม่ฟ้องเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาให้
ตร.พิจารณาตาม ป.วิอาญา ม.145
ด้วยเหตุผลว่าผู้ที่รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ร้องทุกข์ต้องร้องทุกข์ด้วยตนเอง(ไม่
สามารถมอบอำนาจช่วงให้ร้องทุกข์ได้ตาม
ป.พ.พ.ม.808)ซึ่ง
ตร.ไม่เห็นด้วย
แต่อัยการสูงสุดมีความเห็นตามในการสั่งไม่ฟ้อง
ตร.จึงขอกำชับให้ พงส.
ตรวจสอบและสอบสวนปากคำผู้กล่าวหาให้ได้ความแน่ชัดว่าหนังสือมอบอำนาจนั้นๆ
สามารถมอบอำนาจช่วงได้หรือไม่
เพื่อให้การพิจารณาสำนวนการสอบสวนบรรลุเจตนารมณ์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน
11.การดำเนินการยึดทรัพย์กับผู้ต้องหาที่ถูกจับในเรื่องการค้ามนุษย์
ผบช.ภ.9
ได้สั่งการตามหนังสือด่วนมากที่ 0020.153/7517
ลง 15 ส.ค.2546
ท้ายหนังสือพดส.ศปก.ตร.(รอง
ผบ.ตร.ปป.3)ด่วนมากที่
0054.32(พดส.)/172 ลง
14 ส.ค.2546
ให้ทุกหน่วยสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก
พ.ศ.2540
รวมทั้งสืบสวนสอบสวนและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิดเพื่อทำการยึดทรัพย์ตาม
พ.ร.บ.ฟอกเงินฯด้วย
12.รอง
อ.ตร.(ปป.4)มีหนังสือด่วนที่สุดถึงทุก
สภ.ให้เร่งรัดปราบปรามจับกุม
การลักลอบ
จำหน่ายสลากกินรวบหรือหวยใต้ดิน โดยด่วนและเด็ดขาด
เมื่อมีการจับกุมรายใหญ่หรือรายสำคัญรายงานให้ทราบทางโทรศัพท์หมายเลข
0-2251-4735 (หนังสือด่วนที่สุดที่0001(ปป.4)/888
ลง 11 ส.ค.2546
13.
ผบก.ภ.จว.สงขลา
ได้มีหนังสือสั่งการเรื่องการสั่งคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ
ตาม
หนังสือที่ สข 0029.51/6358 ลงวันที่ 3 ก.ย.2547 ดังนี้.
ภ.จว.สงขลา
ขอซักซ้อมแนวทางปฏิบัติคดีเกี่ยวกับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ( ความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ฯ,พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ,พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
และ พ.ร.บ.แร่ฯ) ดังนี้ .
1. ระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง
ที่จะต้องถือปฏิบัติ
1.1
ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา ฉ.1-7
1.2
หนังสือสั่งการ ตร.ที่ 0603.3/7622 ลง 14 ก.ย.2532
1.3
หนังสือสั่งการ มท.ด่วนมากที่ มท 0207/ ว 981 ลง 26 ก.ค.2532
1.4
คำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 2112/2533 ลง 25 มิ.ย.2533
1.5
หนังสือ ผวจ.สงขลา ด่วนมากที่ สข 0016.1/40431 ลง 28 ส.ค.2533
1.6
คำสั่ง
ตร.ที่ 960/2537 ลง 10 ส.ค.2537
2.
เมื่อมีคดีอาญาเกี่ยวกับป่าไม้หรือทรัพยากรอื่นๆเกิดขึ้นในท้องที่รับผิดชอบให้รายงานให้นายอำเภอในท้องที่ทราบเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
และนายอำเภอจะเข้าควบคุมการสอบสวนในฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบ
เมื่อทำสำนวนการสอบสวนแล้วเสร็จให้พนักงานสอบสวนเจ้าของเรื่องเสนอนายอำเภอลงนามในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน
และก่อนส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ
ให้เสนอสำนวนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาพิจารณา ผ่าน ผบก.ภ.จว.สงขลา
ทุกคดี
3. เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว
ให้เสนอคำร้องพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยัง
ผวจ.สงขลา ผ่าน ผบก.ภ.จว.สงขลา
โดยเร็วทุกคดี
4.ผกก.หรือ รอง ผกก.ฯ หน.พงส.แต่ละ สภ.ไม่ต้องมีความเห็นในการสั่งคดี
แต่มีหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบและเร่งรัดการสอบสวนให้เป็นไปตามนัยคำสั่ง ตร.ที่960/2537
โดยเคร่งครัด
14.
ผบก.ภ.จว.สงขลา
ได้มีหนังสือสั่งการเรื่องการสั่งคดีที่มีความเห็นไม่ฟ้องและแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดีที่ซับซ้อน
14.1 ภ.จว.สงขลา มีหนังสือด่วนมากที่ สข 0029.51/7789 ลง 3
ต.ค.2545 แจ้งให้ทุก สภ.ที่มีอำนาจสอบสวนถือปฏิบัติในทุกคดีที่ พงส.สรุปสำนวนการสอบสวนโดยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ก่อนนำเสนอหัวหน้า สภ.ผู้มีอำนาจสั่งคดี ให้
พงส.ส่งสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปยัง
ภ.จว.สงขลา เพื่อช่วยตรวจพิจารณาสั่งการในการรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุม
และยุติธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่าย ยกเว้นคดีที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์
หรือคดีที่สั่งไม่ฟ้องเนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย
14.2 ภ.จว.สงขลา มีคำสั่งที่ 456/2547 ลง 24 มิ.ย.2547
แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการสอบสวนคดีอาญาและปัญหาข้อกฎหมาย
เพื่อความรอบคอบในการพิจารณาการสอบสวนและการสั่งคดีอาญาที่มีความสลับซับซ้อน
และ
คดีที่มีปัญหาข้อกฎหมาย โดยมี
(1) รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา ที่อาวุโสสูงสุด เป็นประธาน
(2) รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา ทุกนาย เป็นกรรมการ
(3) ผกก.อก.ภ.จว.สงขลา เป็นกรรมการ
(4) รอง ผกก.(ส.)ภ.จว.สงขลา เป็นกรรมการ
(5) พงส.(สบ 1-2)งานสอบสวน ภ.จว.สงขลา
เป็นกรรมการ/เลขานุการ/เจ้าหน้าที่
15.
เอกสิทธิคุ้มครองตาม ม.157 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2540
ตร.มีหนังสือที่ ตช.0004.6/4861 ลง 19 พ..2546
ถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา ตาม ม.157
ของรัฐธรรมนูญฯซึ่งบัญญัติว่าในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา
หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา
สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในการแถลงข้อเท็จจริง
แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน
ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้
คำว่าโดยเด็ดขาด คือผ่อนปรนหรือยินยอมไม่ได้ และคำว่าว่ากล่าว
หมายถึงการร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา ถูกต้องหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีการคณะที่ 1
ได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าโดยผลของมาตรา 157
ได้บัญญัติคุ้มครองการกระทำของสมาชิกแห่งรัฐสภาที่ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องส่ากล่าวในทางใดมิได้
เป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด อันจะ
ไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิด
อย่างไรก็ตามในการที่การประชุมได้มีการถ่ายทอดวิทยุหรือโทรทัศน์
และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรี
หรือสมาชิกแห่งสภานั้น สมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำนั้นไม่ได้รับเอกสิทธิ์ตาม ม.157
วรรค 2
ฉะนั้นการที่สมาชิกแห่งสภากล่าวถ้อยคำอันกระทบกระเทือนถึงสมาชิก
ด้วยกันหรือรัฐมนตรี
สมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำยังคงมีเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด
ไม่ว่าการประชุมนั้นจะมีการถ่ายทอดหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้นสมาชิกแห่งสภาจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายที่จะมีคำร้องทุกข์ตาม
ป.วิอาญาได้
ภ.9 ได้มีหนังสือเวียนที่ 0020.012/11915 ลง 18 พ.ย.2546
ให้ทุกหน่วยถือปฏิบัติตามหนังสือ ตร.ที่ 0004.6/11649 ลง 5 พ.ย.2546
กำหนดแนวทางให้ พงส.ถือปฏิบัติดังนี้
1)กรณีมีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ สส.หรือ สว.ซึ่งกล่าวถ้อยคำในที่ประชุมสภาตาม
ม.157 วรรคแรก ให้พงส.ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการร้องทุกข์นั้นเข้าข่ายเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดตาม
ม.157 วรรคแรกหรือไม่ หากเข้าข่าย ให้ พงส.ลงรายงาน ปจว.ชี้แจงข้อ
กม.ไว้เป็นหลักฐานแล้วแจ้งผู้ร้องทุกข์ทราบ
แต่ถ้าผู้เสียหายยังยืนยังร้องทุกข์ให้ พงส.รับคำร้องทุกข์แล้วทำการสอบสวนไปตามปกติ
และมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องเรียกผู้ต้องหามาสอบสวนแต่อย่างใด
2)กรณีมีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ สส.,สว.หรือรัฐมนตรี
และไม่เข้าข่าย ม.157 วรรคแรก ให้ พงส.ดำเนินการสอบสวน
รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆให้เพียงพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำผิดทางอาญา
หากอยู่ระหว่างสมัยประชุมและ พงส.มีความประสงค์เรียกตัวสมาชิกไปทำการสอบสวนในฐานะผู้ต้องหา
ให้เสนอ ตร.เพื่อขออนุญาตจากสภาที่ผู้ต้องหาเป็นสมาชิก
3)เนื่องจากเอกสิทธิ์ตาม ม.157 วรรคแรกย่อมคุ้มครองถึงบุคคลตาม
ม.158 ด้วย หากมีการร้องทุกข์ต่อบุคคลตาม ม.158 ให้ พงส.ดำเนินการตามข้อ 1
และ 2 ดังกล่าวโดยอนุโลม
16.
ตร.สั่งการให้สถานที่ราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นเขตปลอดบุหรี่
เดิม ภ.9 มีหนังสือที่ 020.012/11791 ลง 13 พ.ย.2546
ให้ถือปฏิบัติตามหนังสือ สลก.ตร.ที่ 0001.23/7321 ลง 28 ต.ค.2546
ให้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535
ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 100
% ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉ.ที่ 10 พ.ศ.545 ลง 18
ก.ค.2545 ยกเลิกประกาศ ฉบับที่ 7 และประกาศฉบับที่ 13ลงวันที่ 12 มิ.ย.2546
ได้กำหนดชื่อหรือประเภทของสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่และกำหนดบริเวณหรือ
พื้นที่ของสถานที่ดังกล่าวเป็นเขตสูบบุหรี่หรือปลอดบุหรี่
ต่อมา ภ.9 มีหนังสือที่ 0020.012/7255 ลง 15 ต.ค.2547
ส่งหนังสือสั่งการ ผบ.ตร.ที่ 0007.23/8414 ลง 5 ต.ค.2547 ซึ่ง ภ.จว.สงขลา
ได้สำเนาให้ทุก สภ.ในปกครองถือปฏิบัติตามหนังสือที่ สข 0029.31/1/7508 ลง 20
ต.ค.2547
โดย ตร.สั่งการดังนี้
(1) ให้สถานที่ทำการทุกหน่วยในสังกัด ตร.เป็นสถานที่สาธารณะตามข้อ
4 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 10 จัดเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งในขณะทำการให้หรือใช้บริการ
และแสดงเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ทางเข้า-ออก และภายในที่เห็นได้ชัดเจน
ยกเว้นห้องพักส่วนตัวและบริเวณที่จัดไว้เป็นเขตสูบบุหรี่เป็นการเฉพาะเท่านั้น
โดยเขตสูบบุหรี่จะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 9
กล่าวคือไม่อยู่ในบริเวณที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น
ไม่อยู่ในบริเวณทางเข้า-ออกของสถานที่สาธารณะที่ได้รับการคุ้มครอง
ไม่อยู่ในบริเวณที่เปิดเผยซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดเจนแก่ผู้มาใช้สถานที่นั้น
และหากบริเวณที่จัดไว้เป็นเขตสูบบุหรี่เป็นการเฉพาะนั้นมีระบบปรับอากาศ
ต้องมีการระบายอากาศถ่ายเทหมุนเวียนระหว่างภายนอกอาคารและภายในเขตวูบบุหรี่ไม่น้อยกว่า
50 ลูกบาศก์ฟุต/นาที/คน อีกด้วย โดยแสดงเครื่องหมายเขตสูบบุหรี่ ณ
บริเวณที่จัดให้เป็นที่สูบบุหรี่อย่างชัดเจน สามารถมองเห็นได้ง่าย
(2) ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นอดส่อง ดูแล
ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติตาม
พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ฯและประกาศกระทรวงสาธารณสุขทุกฉบับโดยเคร่งครัด
หมายเหตุ-รายละเอียดประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่
10 และฉบับที่ 13 มีดังนี้
1)ที่สาธารณะ 20 ประเภท ขณะทำการ ให้
หรือใช้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด
คือ.รถยนต์โดยสารประจำทาง,รถยนต์โดยสารรับจ้าง,ตู้โดยสารรถไฟที่มีระบบปรับอากาศ,เรือโดยสาร,เครื่องบินโดยสารภายในประเทศ,ที่พักผู้โดยสารเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศและที่พักผู้โดยสารรถไฟฟ้า,ลิฟต์โดยสาร,ตู้โทรศัพท์สาธารณะ,รถรับส่งนักเรียน,โรงมหรสพ,ห้องสมุด,ร้านตัดผม
ร้านตัดเสื้อ สถานเสริมความงาม ร้านขายยา
หรือสถานบริการอินเตอร์เน็ตเฉพาะที่มีระบบปรับอากาศ,ห้างสรรพสินค้า
ศูนย์การค้า
หรือสถานที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะที่มีระบบปรับอากาศ,สถานที่ออกกำลังการเฉพาะที่มีระบบปรับอากาศ,สถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน,ศาสนสถานเฉพาะบริเวณที่ประกอบศาสนกิจ,สถานที่จำหน่ายอาหาร
เครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม
หรือสถานที่จัดเลี้ยงเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ ยกเว้น
(1)สถานที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม อาหารและเครื่องดื่ม
หรือสถานที่จัดเลี้ยงเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศที่เป็นหรืออยู่ภายในสถานบริการตาม
ม. 3(1) (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พ.ร.บ.สถานบริการ ฉ.2 พ.ศ.2521 (2)สถานที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม
อาหารและเครื่องดื่ม
หรือสถานที่จัดเลี้ยงเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศที่เป็นหรืออยู่ภายในสถานบริการตาม
ม.3(4) แห่ง พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พ.ร.บ.สถานบริการ ฉ.3 พ.ศ.2525 ที่ได้ห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20
ปีบริบูรณ์ซึ่งมิได้ทำงานในสถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ
โดยแสดงป้ายถาวรเป็นภาษา
ไทยบนพื้นสีขาว ตัวอักษรสี่พระยาสีแดง
ขนาดไม่น้อยกว่า 200 พอยต์มีข้อความห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
เข้าในบริเวณทางเข้าสถานที่นั้นที่เห็นไดเอย่างชัดเจน,สุขา,ท่าเทียบเรือสาธารณะ,และสถานที่เล่นกีฬาโบว์ลิ่ง
2)ที่สาธารณะ 5 ประเภทขณะทำการ ให้หรือใช้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่
เว้นแต่บริเวณห้องพักส่วนตัวหรือห้องทำงานส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงานคือ
โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษาโดยครอบคลุมพื้นที่ภายในบริเวณรั้วโรงเรียนหรือสถานศึกษาทั้งหมด,อาคารจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม
พิพิธภัณฑ์สถานหรือหอศิลป์,สถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน,สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน,สนามกีฬาในร่ม
3)ที่สาธารณะ 6 ประเภทขณะทำการ ให้หรือใช้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่
เว้นแต่
(1)บริเวณห้องพักส่วนตัวหรือห้องทำงานส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงาน
(2)บริเวณที่จัดไว้เป็นเขตสูบบุหรี่ ตามสภาพลักษณะ
และมาตรฐานเขตปลอดบุหรี่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด คือ
อาคารของมหาวิทยาลัย วิทยาลัย
หรือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา,บริเวณแสดงสินค้าหรือนิทรรศการเฉพาะที่มีระบบปรับอากาศ,สถานที่ราชการหรือรัฐวิสาหกิจ,ธนาคารและสถาบันการเงิน,สำนักงานที่มีระบบปรับอากาศ,อาคารท่าอากาศยาน
4)ตู้โดยสารรถไฟที่ไม่มีระบบปรับอากาศขณะทำการ
ให้หรือใช้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่ เว้นแต่ตู้ที่จัดไว้เป็นเขตสูบบุหรี่ตามสภาพลักษณะ
และมาตรฐานเขตปลอดบุหรี่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด
แต่ทั้งนี้ไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนตู้ที่ไม่มีระบบปรับอากาศ
17.
การดำเนินคดีกับผู้ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
17.1 กม.ที่เกี่ยวข้อง -
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม.42,84 และ ป.
วิอาญา
17.2 หนังสือที่สั่งการ - หนังสือประธาน กกต./นายทะเบียนพรรคการเมืองที่
ลต(ทบพ)0401/6696 ลง 17 ก.ย.2545,หนังสือ ฝอ.กลต.ตร.ที่ 0057.1/529 ลง 17
ต.ค.2545,หนังสือ ภ.9ที่ 0020.012/8308 ลง 31 ต.ค.2545 และหนังสือ ภ.จว.สงขลา
ที่ สข 0020.51(อก)/905 ลง 1 พ.ย.2545
17.3 สรุป
หัวหน้าพรรคการเมือง,กรรการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการสาขาพรรคการเมือง
มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน
คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายใน 30
วันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่งและภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ้นตำแหน่งตามแบบที่
กกต.กำหนด ซึ่งมีผู้กระทำผิดจำนวนมาก
เพื่อความสะดวกนายทะเบียนพรรคการเมืองได้มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ในจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจร้องทุกข์ต่อ
พงส. ดังนั้นจึงให้
พงส.แห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นผู้รับคำร้องทุกข์
18.
การไม่ดำเนินคดีกับคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 3 ประเทศ
18.1 กม.ที่เกี่ยวข้อง - พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522
ม.5,54,ประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉ.11 ลง 2 มิ.ย.2541
เรื่องแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522
18.2 หนังสือสั่งการ - สตม.ด่วนมากที่ 0623.122/1583
ลง 1 เม.ย.2541,หนังสือ ภ.9 ที่ 0621.133/4063 ลง 24 มิ.ย.2541 และหนังสือ
ภ.จว.สงขลาที่ สข 0020.24.4/4576 ลง 1 ก.ค.2541
18.3 สรุป
รมว.มท.ได้มอบอำนาจให้ ผบก.ภ.จว.หรือผู้รักษาราชการแทน,ผกก.หรือรอง
ผกก.หน.สภ.เป็นพนักงาน
เจ้าหน้าที่ จึงมีอำนาจตาม ม.54 แห่ง
พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯที่จะใช้มาตรการผลักดันคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติที่มี
พรมแดนติดกับไทย(คือพม่า,ลาว
และกัมพูชา)หรือประเทศอื่นที่ สตม.กำหนด(ขณะนี้ยังไม่มี)โดยไม่ต้องดำเนินคดี
ดังนั้นเมื่อ
มีการจับกุมให้แต่ละ สภ.ทำหนังสือส่งด่านตม.เพื่อผลักดันออกนอกประเทศต่อไป
19.
กำชับ พงส.ออกคำบังคับให้พยานมาให้การ
19.1 กม.ที่เกี่ยวข้อง - ป.วิอาญา
เกี่ยวกับอำนาจของพนักงานสอบสวนที่มีต่อพยาน
19.2 หนังสือสั่งการ- หนังสือกองคดี ตร.ที่ 0004.6/13522 ลง
21 ธ.ค.2542,หนังสือ ภ.9 ที่ 0020.133/189 ลง 13 ม.ค.2543,หนังสือ ภ.จว.สงขลา
ที่ สข 0020.52/340 ลง
ม.ค.2543
19.3 สรุป
อัยการสูงสุดมีหนังสือที่ อส(สฝอส.2)0015/13479 ลง
23 ก.ย.2542 ของให้ ตร.แนะนำ พงส.ขวนขวายติดตามพยานที่อัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม
รวมทั้งผู้เสียหายด้วย ซึ่ง พงส.ติดตามไม่ได้มักอ้างว่าหาพยานไม่พบ
พยานให้การเท่าที่พอใจจะให้การ บางประเด็นผู้เสียหายไม่ขอตอบคำถามของ พงส.
ทั้งๆเป็นอำนาจของ พงส.ตามกฎหมายที่จะออกคำบังคับแก่
พยานและผู้เสียหายนั้นๆ
เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิด
มิใช่ว่าเมื่อพยานไม่มาตามหมายเรียกก็ไม่สอบสวน
ตร.จึงกำชับหากบกพร่องอีกถือว่าผู้บังคับบัญชา
และ พงส.ไม่เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่อาจถูกพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสม
20.
แนวทางปฏิบัติในการส่ง-รับสำนวนการสอบสวนระหว่าง พงส.-อัยการ
ในคดีที่รู้ตัวผู้กระทำผิดและกรณีผู้ต้องหาบางคนถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอื่น
20.1
กม.ที่เกี่ยวข้อง - ป.วิอาญา ม.22(1),113,141,142 , ปพพ.ม.47
20.2
หนังสือสั่งการ- มติที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกา ตามหนังสือแจ้งที่
นร 0601/0886 ลง 19 ก.ย.2544 ,หนังสืออัยการสูงสุดที่ อส (สฝปผ)0018ว 145 ลง
30 ก.ย.2541,หนังสือ ตร.ที่ 0004.6/6167 ลง 20 พ.ค.2545,หนังสือ ตร.ที่
0004.6/6615 ลง 27 ส.ค.2545,หนังสือ ภ.9 ที่ 0020.012/7169 ลง 16
ก.ย.2545,หนังสือ ภ.จว.สงขลา ที่ 0020.52/8329 ลง 24 ธ.ค.2542 และที่ สข
0020.51/7129 ลง 17 ก.ย.2545
20.3 สรุป
(1) สำนวนรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ตาม
ม.141 หมายถึงสำนวนที่ยังเรียกหรือจับตัวยังไม่ได้
ไม่มีผู้ต้องหาปรากฏต่อพนักงานสอบสวน พงส.ผู้รับผิดชอบทำความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนการสอบสวน
อัยการรับสำนวนได้(2)
สำนวนรู้ตัวผู้กระทำผิดและผู้นั้นถูกควบคุมหรือขังอยู่หรือปล่อยชั่วคราว
หรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียกตาม ม.142
หมายถึงสำนวนที่มีตัวผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจควบคุม ขัง
หรือปล่อยตัวชั่วคราวของศาลหรือ พงส.หรือ พงส.สามารถได้ตัว
มาเมื่อออกหมายเรียก
ดังนั้นเมื่อ พงส.ผู้รับผิดชอบมีความเห็นสั่งฟ้อง
ย่อมต้องมีผู้ต้องหาปรากฏต่อ พงส.และทำการสอบสวนผู้ต้องหาแล้ว พงส.ต้องส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในอำนาจศาลที่อัยการจะยื่นฟ้องได้
อัยการจึงจะรับสำนวน (แม้ต่อมา พงส.ผู้รับผิดชอบจะไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาได้โดยผู้ต้องหาหลบหนีประกัน
หรือไม่สามารถดำเนินการให้ผู้ต้องหามาอยู่ในอำนาจศาลที่อัยการจะฟ้องได้เพราะเหตุไปถูกคุมขังอยู่ในอำนาจศาลอื่น)
(3) สำนวนรู้ตัวผู้กระทำผิดและ พงส.มีความเห็นควรสั่งฟ้องตาม ป.วิอาญา ม.142
วรรค 3 อัยการจะรับสำนวนต้องเข้าหลักเกณฑ์คือ
(3.1) พงส.ต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวน
ไม่ว่าผู้ต้องหาซึ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวจะถูกสอบสวนเกินกำหนด 3 เดือน หรือ
6 เดือน ตามป.วิอาญา ม.113 แล้วก็ตาม
(3.2) หากผู้ต้องหาถูกขังต้องเป็นการขังอยู่ในอำนาจศาลที่อัยการรับสำนวนไว้ยื่นฟ้องได้
(4)
สำนวนที่ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น
(4.1) มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ซึ่งถือว่าเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของผู้ถูกจำคุกตาม ปพพ.ม.47
ทำให้ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือเรือนจำมีอำนาจชำระคดีได้ตาม ป.วิอาญา ม. 22(1)
พงส.ผู้รับผิดชอบสามารถส่งสำนวนไปยังอัยการประจำศาลนั้นเพื่อฟ้องคดีได้แม้ว่าจะอยู่คนละเขตท้องที่หรือคนละจังหวัดก็ตาม
(4.2) คดียังไม่ถึงที่สุด ถ้า พงส.ไม่สามารถดำเนินการให้ผู้ต้องหามาอยู่ในอำนาจศาลที่อัยการจะฟ้องได้
หรือนำผู้ต้องหา
มาส่งพร้อมสำนวนได้ อัยการจะไม่รับสำนวน
จนกว่าผู้ต้องหาจะถูกโอนหรือนำตัวมาได้
(4.3) กรณีผู้ต้องหาหลายคนกระทำผิดร่วมกัน
เป็นคดีเกี่ยวพันกันและผู้ต้องหาถูกจำคุกถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาล
อื่น
กับผู้ต้องหาบางคนถูกคุมขังในคดีอื่นในอำนาจศาลอื่นซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด
พงส.ต้องแยกสำนวนการสอบสวนทำความเห็น
ส่วนใดเข้าหลักเกณฑ์ข้างต้นอัยการจึงจะรับสำนวน
(5) มติที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือของ ตร.ประเด็นการส่งสำนวนคดีที่ผู้ต้องหาหลบหนีประกันชั้นสอบสวนและพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา
ถือว่าเป็นสำนวนการสอบสวนตาม ป.วิอาญา ม.142 ต่อมาเมื่อผู้ต้องหาหลบ หนีประกันก็ไม่มีผลให้สำนวนนั้นเป็นสำนวนตาม
ป.วิอาญา ม.141 ซึ่งหากยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหาไปพร้อมสำนวนอัยการจะไม่รับสำนวน
(6) วิธีปฏิบัติของ พงส.ตามหนังสือสั่งการของ ตร.ที่ 0004.6/6615 ลง 27
ส.ค.2545 (6.1)
คดีที่ผู้ต้องหาหลบหนีประกัน ให้รีบสอบสวน
สรุปสำนวนเสนอผู้บังคับบัญชา กรณีหน.พงส.มีความเห็นสั่งฟ้องให้เก็บสำนวนไว้ที่ทำการของ
พงส.โดยอยู่ในความรับผิดชอบของ หน.พงส.และ
จัดทำสมุดควบคุมสำนวนแยกไว้ต่างหากให้ตรวจสอบ
ได้
การจำหน่ายคดีออกจากสมุดสถิติคดีอาญา(วงแดง)หมายเหตุอัยการ
ไม่รับสำนวนหากมีการเปลี่ยนแปลง
หน.พงส.ให้มีการส่งมอบงานกันด้วย ห้ามอยู่ที่ พงส.ผู้รับผิดชอบสำนวน
(6.2) ในกรณีผู้ต้องหาหลายคนกระทำผิดร่วมกัน เป็นคดีเกี่ยวพันกัน
และผู้ต้องหาบางคนถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอื่น
กับผู้ต้องหาบางคนถูกคุมขังในคดีอื่นในอำนาจศาลอื่น
ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอื่น ให้ พงส.แยก สำนวนทำความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดส่งไปยังพนักงานอัยการประจำศาลที่มีเขตอำนาจ
เหนือเรือนจำที่ผู้ถูกจำคุกต้องโทษอยู่
แม้ว่าจะอยู่คนละเขตท้องที่หรือคนละจังหวัดก็ตาม
ส่วนผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในคดีอื่นซึ่ง
คดียังไม่ถึงที่สุดให้ดำเนินการตามหนังสือ ตร.ที่ 0004.6/6167 ลง 20 พ.ค.
2545
21.
การที่ พงส.ไม่รับคำร้องทุกข์ในคดีอาญาเป็นคดีทางปกครอง
21.1
กม.ที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม.9 วรรค 1(2)
21.2 หนังสือสั่งการ- หนังสือ สบส.ด่วนที่สุดที่
0027.33/797 ลง 24 มี.ค.2546 ,หนังสือ ภ.9 ที่ 0020.012/2093 ลง 1
เม.ย.2546,หนังสือ ภ.จว.สงขลา ที่ สข 0020.51/2548 ลง 3 เม.ย.2546
21.3 สรุปศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยว่าการไม่รับคำร้องทุกข์ของ
พงส.เป็นคดีปกครอง ตาม ม.9 วรรค 1(2)
แห่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ที่ต้องขึ้นศาลปกครอง ซึ่ง พงส.หากถูกฟ้องคดีควรมี
ความรู้ว่าจะต้องต่อสู้คดีอย่างไร
วิธีการใด และจะต้องประสานกับใคร
21.4 หมายเหตุ
ขอยกตัวอย่างคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับ พงส.2 เรื่องมาเทียบเคียง คือ
คดีแรก
ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องต่อศาลปกครองว่าพนักงานสอบสวน....ไม่สืบสวนข้อเท็จจริง
บิดเบือนข้อเท็จจริงในคดีอาญาเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายนำความเท็จฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด....ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องให้จำหน่ายคดี
ศาลปกครองสูงสุดสั่งยืนไม่รับฟ้องด้วยเหตุผลว่า...คดีได้มีการดำเนินตามขั้นตอนของพนักงานสอบสวน
พนักงานอัยการตามลำดับจนคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด
เป็นการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง (คำสั่งที่
6/2544)
คดีที่สอง
ผู้ฟ้องคดีถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทจนถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ
โทษจำคุกให้รอลงอาญา
จึงได้ฟ้องต่อศาลปกครองว่าการจับกุมผู้ฟ้องคดีเป็นไปโดยมิชอบและไม่มีนายตำรวจสัญญาบัตรเป็นผู้จับกุมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขอความเป็นธรรม ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า
การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หากมีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
(คำสั่งที่ 14/2544)
22.
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานการดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายการเงินการคลัง
พ.ศ.2546
22.1 กม.ที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม.11(8)
22.2 หนังสือสั่งการ- หนังสือเลขา ครม.ด่วนที่สุดที่ นร 0503/ว
30 ลง 3 ก.พ.2546,หนังสือ ตร.ที่ 0004.6/3688 ลง 9 เม.ย.2546 ,หนังสือ ภ.9
ที่ 0020.012/2470 ลง 21 ม.ย.2546,หนังสือ ภ.จว.สงขลาที่ สข 0020.51/3078 ลง
29 เม.ย.2546
22.3 สรุป
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานการดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายการเงินการคลัง
พ.ศ.2546 ลงวันที่ 24 ม.ค.2546 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 120 ตอนพิเศษ
10 ง วันที่ 27 ม.ค.2546 มีผลให้หน่วยงานของรัฐต้องถือปฏิบัติ โดยคำว่า
กม.การเงินการคลังหมายถึง กม.เกี่ยวกับการเงินการคลัง,ภาษีอากร,ตลาดทุน
ซึ่งอยู่ในกำกับของ
กระทรวงการคลัง,ธ.แห่งประเทศไทยหรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯโดย
รมว.คลังเป็นผู้รักษาการ
คำว่าการดำเนินคดีหมายความว่ากระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน,การร้องทุกข์,การกล่าวโทษ,การสืบสวนสอบสวน,การจับและควบคุมผู้ต้องหา,การทำสำนวนการสอบสวน,ความเห็นสั่งคดีของ พงส.และอัยการ
หลักการปฏิบัติเมื่อหน่วยงานของรัฐตรวจพบการกระทำผิดหรือสงสัยหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิดให้รายงานประธานกรรมการประสานงานการกดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายการเงินการคลังทราบโดยไม่ชักช้า(ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน)ประธานจะประสานผู้แทน
ตร.และอัยการสูงสุดส่งตำรวจหรือพงส.หรือพนักงานอัยการเข้าสนับสนุนการรวบรวมพยานหลักฐานชั้นสืบสวน
แต่ถ้ามีหลักฐานเพียงพอก็เสนอคณะกรรมการมีมติให้หน่วยงานรัฐนั้นร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อ
พงส.โดย กระทรวงการคลังจะมีหนังสือแจ้งมติของคณะกรรมการให้ พงส.,อัยการทราบ
ซึ่งในชั้นนี้ตามหนังสือสั่งการของ
ตร.ได้มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของ พงส.บก.สศก.เป็นผู้รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
23.
กำหนดส่งสำนวนก่อนครบเวลาฟ้องไม่น้อยกว่า 7 วัน
23.1 กม.ที่เกี่ยวข้อง
ป.วิอาญา ม.87
23.2 หนังสือสั่งการ- หนังสือกองคดี ตร.ที่ 0503(ส)/10171 ลง
25 มิ.ย.2522 ,หนังสือ ตร.ที่ 0004.6/3157 ลง 27 มี.ค.2546 ,หนังสือ ภ.9 ที่
0020.012/2213 ลง 8 ม.ย.2546,หนังสือ ภ.จว.สงขลาที่ สข 0020.51/2678 ลง 10
เม.ย.2546
23.3 สรุป ตร.เคยสั่งการกรณีคดีที่ผู้ต้องหาเป็นทหารให้ทำการสอบสวนให้เสร็จสิ้นและส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการศาลทหารพิจารณาสั่งคดีอย่างน้อย
7 วันก่อนครบกำหนดการควบคุมผู้ต้องหา แต่ ตร.ยังได้รับหนังสือ กรมพระธรรมนูญ
กระทรวงหลาโหม ตามหนังสือที่ กห 0202/322 ลง 12 ก.พ.2546 ยังมี พงส.บางท้องที่ส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการศาลทหารพิจารณาสั่งคดีล่าช้าเป็นประจำ
หากไม่อาจฟ้องได้ทันก็ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาเพราะหมดอำนาจควบคุมทำให้เสียหายต่อการดำเนินคดี
ตร.จึงขอกำชับอีกครั้งให้ถือปฏิบัติส่งสำนวนการสอบสวนมีเวลาให้อัยการศาลทหารพิจารณาสั่งคดีอย่างน้อย
7 วัน
ก่อนครบกำหนดควบคุมตาม ป.วิอาญา ม.87
24.
สถานที่กักขัง
24.1 กม.ที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ อาญา ม.24
24.2 หนังสือสั่งการ
มติ ครม.เมื่อ
14 ม.ค.2546 ,หนังสือ ตร.ที่ 0004.6/3003 ลง 26 มี.ค.2546 ,หนังสือ ภ.9 ที่
0020.012/2211 ลง 8ม.ย.2546,หนังสือ ภ.จว.สงขลาที่ สข 0020.51/2652 ลง 9
เม.ย.2546
22.3 สรุป จากการที่ พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา ฉ.15
พ.ศ.2545 ม.3 แก้ไข ป.อาญา ม.24 วรรคแรกว่าผู้ใดต้องโทษกักขัง
ให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขังซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ สถานีตำรวจ
หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 3
ปี ซึ่งกรรมาธิการแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวตั้งข้อสังเกตุบางประการ ครม.จึงมี
มติมอบหมายให้
ตร.รับไปดำเนินการ ตร.จึงวางหลักเกณฑ์ดังนี้
(1)
สภ.ที่มีห้องควบคุมเพียงพอ
ให้แยกผู้ต้องโทษกักขังกับผู้ต้องหาอื่นออกจากกัน
(2)
สภ.ที่ห้องควบคุมไม่เพียงพอ
ให้กำชับ จนท.ผู้มีหน้าที่ตรวจตรา สอดส่อง ดูแลความเรียบร้อยมิให้เกิดเหตุวุ่นวายหรือผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์วุ่นวายเกี่ยวข้องกับผู้ต้องโทษกักขัง
25.
สำนวนการสอบสวนคดีอาญา
24.1 กม.และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ป.วิอาญา
ม.87,140,141,142 และ150,ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา ฉ
1-7, คำสั่ง ตร.ที่ 753/2541 ลงวันที่ 28 พ.ค.2541
เรื่องการทำสำนวนการสอบสวน, คำสั่ง ตร.ที่ 960/2537 ลง 10 ส.ค.2537
เรื่องมาตรการควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา,
ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม
ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับในคดีอาญา
พ.ศ.2545
24.2 สรุป
(1.)
การขออนุมัติจับกุม
ขอต่อศาลท้องที่ความผิดเกิด หรือเชื่อว่าเกิด
โดยถือปฏิบัติตามระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับในคดีอาญา
พ.ศ.2545
(2.)
หัวหน้าพนักงานสอบสวน
(2.1)
หน.สภ.อ.,สภ.กิ่ง
อ.,สภ.ต.
หรือผู้ รกน.,ผู้รรท.(ยศ
ร.ต.ต.หรือเทียบเท่า
ขึ้นไป)เป็นหน.พงส.
ตาม ป.วิ อาญา ม.18
และ 140 ในเขตอำนาจของ สภ.นั้น
และเป็น พงส.
(2.2) ผบก.ภ.หรือ
ผบช.ภ.(รวมถึงผู้ รกน.,รรท.)เป็นหน.พงส.ในแต่ละเขตอำนาจแต่ละตำแหน่ง
แต่จะให้นายตำรวจมียศ ร.ต.ต.หรือเทียบเท่าขึ้นไปนายใดเป็น
พงส.เรื่องใดมีอำนาจสั่งการได้
(2.3)
ผบ.ตร.(รวมผู้ รกน.,รรท.)เป็น
หน.พงส.ทั่วราชอาณาจักร
(3.)
สถานที่ทำการสอบสวนให้ใช้ที่ทำการ สภ.
เว้นแต่มีเหตุอันสมควร ใช้ที่ใดก็ได้
(4.)
ห้ามแจ้งข้อหาโดยเพิ่มข้อหาที่มีโทษหนักกว่าโทษสำหรับการกระทำของผู้ต้องหา
(5.)
การสอบสวนผู้ต้องหา หากผู้ต้องหาซัดทอดผู้ต้องหาอื่น
ให้รวบรวมพยานหลักฐานสามารถขออนุมัติจับกุมได้
จึงจะจับและให้สอบสวนพยานบุคคลที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างด้วย
(6.)
อำนาจการสั่งคดี
(6.1) ความเห็นสั่งฟ้อง
(6.1.1) หน.สภ.,สภ.กิ่ง
อ.,สภ.ต.(รวมถึงผู้
รกน.,รรท.ที่มิใช่ตำแหน่ง ผกก.)มีอำนาจสั่งคดีโทษจำคุกไม่เกิน
10 ปี หรือปรับไม่เกิน 4
หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
เว้นแต่คดีเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและคดีคอมมิวนิสต์
(6.1.2) ผกก.ที่เป็นหน.สภ.,ผบก.
,ผบช.(รวมผู้ รกน.,รรท.)มีอำนาจสั่งคดีได้ทุกคดีเว้นแต่
คดีความมั่นคงฯ,และคดีคอมมิวนิสต์
(6.1.3)
คดีเกี่ยวกับความมั่นคงฯและคดีคอมมิวนิสต์ เสนอตามลำดับชั้นถึง ผบ.ตร.
(6.2) ความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
(6.2.1) หน.สภ.อ.,สภ.กิ่ง
อ.,สภ.ต.(รวมทั้งผู้
รกน.,รรท.ที่มิใช่ตำแหน่ง ผกก.)มีอำนาจสั่งคดีมีโทษจำคุกไม่เกิน
5 ปี หรือปรับไม่เกิน
1 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อย่างเดียวไม่เกิน 2
หมื่นบาท
(6.2.2) ผกก.ที่เป็นหน.สภ.,ผบก.
ผบช.(รวมทั้งผู้ รกน.,รรท.)มีอำนาจสั่งคดีได้ทุกคดีเว้น
แต่คดีเกี่ยวกับความมั่นคงฯ,และคดีคอมมิวนิสต์
(6.2.3)
คดีเกี่ยวกับความมั่นคงฯและคดีคอมมิวนิสต์ เสนอตามลำดับชั้นถึง ผบ.ตร.
(6.3)
ความเห็นงดการสอบสวน
คดีทั่วไปสอบสวนมาไม่น้อยกว่า 3 เดือน
คดีอุกฉกรรจ์สอบสวนมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด ให้เสนองดการสอบสวนตามลำดับชั้นถึง ผบก.ภ.จว.
ก่อนนำเสนออัยการ
(7).
อำนาจของ หน.สภ.ที่มีศาลจังหวัดตั้งอยู่เว้นอำเภอเมือง
มีอำนาจสั่งคดี,ปล่อยตัวชั่วคราว,และการกันผู้ต้องหาเป็นพยานได้เช่นเดียวกับอำนาจของ
ผบก.ภ.จว.
(8).
ระยะเวลาการสอบสวน
(8.1)
คดีที่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด
(8.1.1)
คดีอาญาทั่วไป สอบสวนมา 3 เดือน นับแต่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
(8.1.2) คดีอาญาอุกฉกรรจ์ สอบสวนมา 1 ปี
นับแต่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
(8.1.3)
เมื่อครบกำหนดให้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นไปยัง ผบก.ภ.จว.ตรวจพิจารณาและดำเนินการตาม
ป.วิอาญา ม.140 ใน 30 วัน
(8.2)
คดีที่รู้ตัวผู้กระทำผิดแต่ยังเรียกหรือจับกุมตัวไม่ได้
(8.2.1) คดีอาญาทั่วไป
สืบสวนสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน นับแต่รับคำร้องทุกข์
หรือกล่าวโทษ
(8.2.2) คดีอาญาอุกฉกรรจ์
สืบสวนสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน นับแต่รับคำร้อง
ทุกข์หรือกล่าวโทษ
(8.2.3)
เมื่อครบกำหนดยังไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้หรือมีความจำเป็น
ต้องสอบสวนเกินเวลาดังกล่าวให้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นไปยัง ผบก.ภ.จว.ตรวจพิจารณาและดำเนินการตาม
ป.วิอาญา ม.141 ใน 10 วัน
(8.3)
คดีที่ผู้ต้องหาปล่อยตัวชั่วคราวชั้นสอบสวน
(8.3.1)คดีอาญาทั่วไปสอบสวนให้เสร็จใน
1 เดือน, คดีอุกฉกรรจ์ใน 2 เดือนนับแต่วันแรก
ที่ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ขอขยายไปยัง ผบก.ภ.จว.ครั้งละ 15
วัน รวมแล้วไม่เกิน 6 เดือน
นับแต่วันแรกที่ผู้ต้องหา
ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
(8.4) คดีที่ผู้ต้องหาฝากขัง
สอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อนครบกำหนดผัดฟ้องหรือฝากขัง แต่ต้องมีระยะเวลาให้อัยการพิจารณาสั่งคดี
(8.5) คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ
ถือปฏิบัติตามระยะเวลาใน ม.150 ซึ่งแก้ไขโดย พ.ร.บ.แก้ไข
ป.วิอาญา ฉ.21 พ.ศ.2543 ม.3 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในข้อ 6)
(9). แบบพิมพ์สำนวนการสอบสวน วิธีการบันทึกคำให้การ
การจัดทำบัญชีทรัพย์ การเรียงสำนวนการทำคำร้องทุกข์ การถอนคำร้องทุกข์ ฯลฯ
ให้ถือปฏิบัติตามคำสั่ง ตร.ที่ 753/2541
26.
การคัดค้านการประกันผู้ต้องหายาเสพติดคดีสำคัญๆ
ตร.มีหนังสือสั่งการที่ 0610.131/2122 ลง 17 ธ.ค.2540
กำชับว่า ตร.และรัฐบาลมีนโยบายอย่าง
จริงจังในการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด
ในบางครั้งการยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาล พงส.ไม่ระบุ
รายละเอียดที่สำคัญ เป็นเหตุให้ศาลพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวแม้ พงส.จะมีความเห็นคัดค้านการประกันตัวแล้วก็ตาม
ตร.จึงขอกำชับ พงส.ถือปฏิบัติในการยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกให้ระบุพฤติการณ์สำคัญในการกระทำผิด
ปริมาณของกลาง เพื่อสะดวกต่อศาลในการพิจารณาประกอบการคัดค้านประกันตัว
27.
คดีที่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต้องสอบสวนด้วยตนเอง
คำสั่ง ตร.ที่ 572/2538 ลง 16 ส.ค.2538 ข้อ 8
กำหนดให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่รับผิดชอบในการสอบสวน และ
ให้ พงส.ปฏิบัติตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญาโดยเคร่งครัดดังนี้
(1) ระดับสารวัตร ต้องสอบสวนด้วยตนเอง ได้แก่คดีอุกฉกรรจ์
หรือคดีสำคัญ หรือคดีที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร
(2) ระดับ รอง ผกก.หรือ ผกก.ฯต้องสอบสวนด้วยตนเอง
คดีลักพาตัวเรียกคาไถ่,ข่มขืนกระทำชำเราและฆ่า,คดี
ยาเสพติดประเภทที่ 1,2
จำนวน 1,000 กรัมขึ้นไป ประเภทที่ 3,4,5 จำนวน 1,000
กก.ขึ้นไป,การก่อวินาศกรรม.จราจลหรือ
การจรากรรม,คดีเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไปต้องหาคดีอาญา,คดีผู้ต้องหาเป็น
ครม.,สส.,สว. เว้นความผิดลหุโทษหรือประมาท,บุคคลคณะทูต
กงสุล,องค์การสหประชาชาติ
หรือองค์การระหว่างประเทศเป็นผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา,คดีที่ผู้พิพากษาหรือข้าราชการพลเรือนระดับ
8,ทหารตำรวจยศพันเอกหรือพันตำรวจเอกถูกจับหรือต้องหาเว้นละหุทาหรือประมาท,คดีกล่าวหาตำรวจระดับสารวัตร
มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสีย,อาวุธสงคราม วัตถุระเบิดมีผู้ร่วม 10 คน
ขึ้นไป,คดีก่อความไม่สงบโดยคนต่างด้าวจำนวนมาก,คดีที่เสียหายต่อสาธารณูปโภค,คดีวางเพลิงหรือทำให้เกิดระเบิดเพื่อหวังเงินประกันหรือเสียหายตั้งแต่
10 ล้านขึ้นไป,คดีที่เป็นการกระทำของกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพ,หรือคดีที่ ผบก.,รอง
ผบก.เห็นสมควร
(3) คดีที่ ผบก.,รอง ผบก.ต้องรับผิดชอบทำการสอบสวนด้วยตนเอง
ได้แก่คดีบ่อนทำลายเศรษฐกิจหรือ
ทรัพยากรธรรมชาติ
เช่นการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน คดีลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
เป็นต้น(คำนึงถึงจำนวนผู้ร่วมกระทำผิด พฤติการณ์ ความซับซ้อน
ความเสียหายจำนวนมาก),คดีประทุษร้ายบุคคลสำคัญ,คดีที่บุคคลสำคัญหรือผู้มีอิทธิพล
ก่อขึ้น,คดีที่กระทบต่อการเมือง,การทหาร,คดีที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ,ดีที่นายตำรวจระดับ ผกก.หรือรอง
ผกก.เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสีย,คดีเป็นการกระทำของแก๊งมิจฉาชีพที่เกิดขึ้นหลายท้องที่หรือคดีที่
ผบช.เห็นเป็นการสมควร
(4) ตามคำสั่ง ตร.ที่ 960/2537 นายตำรวจระดับ รอง ผบก.รับผิดชอบทำการสอบสวนในคดี
ช.
28.
ระเบียบ ตร.ว่าด้วยคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ
ตร.ได้ออกระเบียบใหม่ลง 28 มิ.ย.2542 ยกเลิกคำสั่ง ตร.ที่886/2540
ลง 11 ส.ค.2540 เรื่องแนวทาง
ปฏิบัติในการสืบสวนคดีอาญาก่อนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษทั้งหมด และแก้ไข
ข้อ 11 ของบทที่ 3 ลักษณะที่ 13
แห่ง
ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีเป็นดังนี้
ข้อ 11 เมื่อมีผู้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน
ถ้าการแจ้งความนั้นเป็นคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามกฎหมาย
ให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามระเบียบ
เพื่อทำการสอบสวนดำเนินคดีต่อไป
หากการ
แจ้งความนั้นไม่ใช่คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ หรือเป็นเรื่องทางแพ่ง
ให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันชี้แจงหลัก
กฎหมายไว้เป็นหลักฐาน
แล้วแจ้งให้ผู้แจ้งความทราบ
เว้นแต่กรณีมิใช่คำร้องทุกข์แต่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน
พนักงานสอบสวนควรจะต้องสอบสวนว่ามีมูลความผิดอาญาแผ่นดินหรือไม่
ถ้าปรากฏเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน
เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการต่อไป
ในกรณีที่คำแจ้งความนั้นยังไม่แน่ชัดว่าเป็นคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ
หรือเป็นเรื่องทางแพ่ง
ให้พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งลงเรื่องราวที่รับแจ้งไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี
แล้วรีบเสนอเรื่องที่รับแจ้งนั้นพร้อมความเห็น
ให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงหัวหน้าสถานีตำรวจ หรืองานหรือแผนก
เพื่อพิจารณาสั่งการภายใน 24 ชั่วโมง
นับแต่เวลาที่ลงรายงาน
ประจำวันเกี่ยวกับคดี
29.
การกันผู้ต้องหาเป็นพยาน
ตร.มีบันทึกสั่งการเรื่องแนวทางปฏิบัติของ พงส.ในการกันผู้ต้องหาเป็นพยานดังนี้
(1)
เป็นเรื่องที่เกิดในที่ลี้ลับ มีเหตุพิเศษ ยุงยากซับซ้อนหรือร้ายแรง
และคนจำนวนมากพากันเกรงกลัว
หรือคดีที่ พงส.
พยายามหาพยานหลักฐานอย่างเต็มความสามารถแล้วแต่ไม่อาจหาพยานหลักฐานในคดีนั้นได้
(2)
ตัวผู้ต้องหาที่จะกันเป็นพยาน
-
ต้องไม่ใช่ตัวการสำคัญ
-
ถ้าไม่กันผู้ต้องหานั้นแล้วพยานหลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการดำเนินคดีและไม่อาจหาพยานอื่นได้
และ
-
ผู้ที่จะถูกกันเป็นพยานเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนและจะไปเบิกความชั้นศาลได้
(3)
พงส.แสดงเหตุผลและความจำเป็นเสนอ
หน.พงส. แต่ถ้าเป็นคดีอุกฉกรรจ์เสนอ ผบก.หากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงหรือคดีคอมมิวนิสต์เสนอ
ผบ.ตร.พิจารณาสั่งการ
(4)
เมื่อได้รับอนุญาตรีบสอบสวนและเสนอสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น
ระหว่างรอคำสั่งเด็ดขาดของอัยการไม่ควรปล่อยหรือขอ
ปล่อยเพราะอาจหลบหนีหรือถูกมองว่าเป็นการให้สัญญาหรือจูงใจทำให้น้ำหนักคำให้การลดลง
(5)
เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วรีบสอบสวนไว้ในฐานะพยาน
โดยเพียงยืนยันบันทึกปากคำของตนที่ให้การผู้ต้องหา
(6)
ในชั้นผู้ต้องหาต้องสอบสวนปากคำโดยละเอียดตามรูปคดีเท่าที่ทำได้ว่าผู้ต้องหาอื่นมีข้อเท็จจริงในการกระทำผิดในคดีอย่างไรบ้าง
30.
ระเบียบ ตร.เรื่องการสอบสวนความผิดฐานหมิ่นประมาทกรรมเดียวหลายท้องที่
ในคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งเป็นกรรมเดียวแต่เกิดขึ้นหลายท้องที่อาจจะสาเหตุเพราะมีการไขข่าวไป
แพร่หลายทางหนังสือพิมพ์,วิทยุหรือโทรทัศน์
ผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พงส.หลายๆท้องที่
ซึ่งอาจเกิดการสั่งคดีไม่เหมือนกันเช่นบางท้องที่
สั่งฟ้องแต่บางท้องที่สั่งไม่ฟ้อง เพื่อป้องกันปัญหานี้ ตร.จึงออกระเบียบโดยเพิ่มในระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีเป็นข้อ
22(1) ของบทที่ 2 ลักษณะ 8 ว่า เมื่อ พงส.รับคำร้องทุกข์ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม
ป.อาญา ม.326,327 และ 328
ให้ทำการสอบสวนโดยมิชักช้าและสอบสวนผู้เสียหายว่ามีการร้องทุกข์ไว้กับ พงส.ท้องที่ใดมาก่อนหรือไม่
หากเคยแจ้งความร้องทุกข์มาก่อน ให้พงส.ผู้รับแจ้งสอบสวนปากคำผู้เสียหายแล้วจัดส่งคำให้การนั้นไปยัง
พงส.ที่รับแจ้งไว้แต่แรกดำเนินการสอบสวนต่อไป แต่หากจับผู้ต้องหาได้ ให้ พงส.ท้องที่จับผู้ต้องหาได้เป็น
พงส.ผู้รับผิดชอบ และแจ้ง พงส.ที่รับ
คำร้องทุกข์ไว้แต่แรกจัดส่งสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานไปยัง
พงส.ท้องที่ที่จับผู้ต้องหาดังกล่าวดำเนินการต่อไป
31.
กำชับการรับคำร้องทุกข์ในคดีโจรกรรมรถ
ภ.จว.สงขลา ได้มีวิทยุที่ 0020.32(ศปร.)/4469 ลง 26 ก.ย.2543
กำชับให้ทุก สภ.ในปกครอง ถือปฏิบัติตามที่ ภ.9 มี ว.ที่ 0020.133(ศปร.)/2597
ลง 22 ก.ย.2543 กำชับการปฏิบัติในการรับแจ้งความร้องทุกข์
(1)
กรณีผู้ต้องทุกข์ไม่ใช่เจ้าของรถ แต่เป็นผู้ครอบครอง
สามารถรับแจ้งเป็นผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษได้
เนื่องจากผู้เสียหายความผิดฐานลักทรัพย์ได้แก่เจ้าของทรัพย์ที่ถูกลักเอาไปหรือบุคคลอื่นที่มิใช่เจ้าของทรัพย์แต่เป็นผู้ครอบครองที่ได้รับความเสียหายจากการถูกแย่งการครอบครอง
ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 962/2484 และ 1284/2514
(2)
ห้ามมิให้ พงส.บ่ายเบี่ยงการรับแจ้งความร้องทุกข์โดยอ้างว่าเจ้าของรถมิได้นำหลักฐานสมุดคู่มือทะเบียนรถมาแสดง
ซึ่ง พงส.สามารถติดตามมาประกอบสำนวนการสอบสวนภายหลัง
และหรือสามารถตรวจสอบได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(3)
ให้ทุกหน่วยถือปฏิบัติในเรื่องการรายงานเรื่องการรายงานข้อมูลรถถูกโจรกรรมและตรวจยึด
ตามว.ที่ สข
0020.32/8/3147 ลง 9 พ.ค.2543
32.
ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องตู้เกมไฟฟ้า
(1)
เรื่องเดิม-
ผบช.น.ได้ดำเนินการกวาดล้างจับกุมตู้เกมไฟฟ้าตามศูนย์การค้าต่างๆ หจก.ลัคกี้คานิวัล
เจ้าของและผู้ประกอบการได้มีหนังสือถึง ผบ.ตร.ให้ยกเลิกคำสั่งกวาดล้างจับกุม
และหยุดกระทำละเมิด เพราะตู้เกมดังกล่าวไม่ใช่เครื่องเล่นการพนันตาม
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 และวิธีการเล่นก็ไม่เข้าองค์ประกอบของการพนัน
โดยเทียบเคียงกับคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องของอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 6
ธนบุรีในคดีที่ 197/2545 สน.ราษฎร์บูรณะ ตร.จึงมีหนังสือที่ สตช.0004.6/10431
ลง 23 ส.ค.2545 หารือคณะกรรมการกฤษฎีกา
(2) คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 11 มีความเห็นว่า
ลักษณะของการพนันคือจะต้องเป็นการเล่นที่เป็นการเสี่ยงโชคต่อการได้หรือเสียประโยชน์
และเมื่อการเล่นตู้เกมไฟฟ้าตามข้อหารือดังกล่าว
ผู้จัดให้มีการเล่นกับผู้เล่นมีโอกาสได้หรือเสียประโยชน์โดยขึ้นอยู่กับจำนวนคูปองที่ได้รับจากคะแนนที่เล่นเกมได้เพื่อนำคูปองไปแลกของรางวัล
โดยหากจำนวนคูปองน้อยของรางวัลที่ได้รับจะมีมูลค่าน้อยกว่าค่าเล่นเกมก็ตาม
แต่เนื่องจากการและเสียประโยชน์อันเป็นลักษณะสำคัญของการพนันนั้นไม่ได้หมายความ
ว่าเมื่อนำการได้และเสียประโยชน์มาหักลบกันแล้วผู้เล่นจะต้องมีโอกาสได้ประโยชน์มากกว่าที่เสียไป
โดยหากการเล่นดังกล่าวทำให้ผู้เล่นได้ประโยชน์แม้แต่เพียงเล็กน้อยเป็นสิ่งตอบแทนแล้ว
ก็ถือว่าเป็นการได้และเสียประโยชน์อันเป็นการพนันแล้ว
ดังนั้นการเล่นตู้เกมไฟฟ้าลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการพนัน
ซึ่งแตกต่างจากตู้เกมไฟฟ้าที่มุ่งประสงค์จะให้ความสนุกเพลิดเพลินและ
เพิ่มทักษะแก่ผู้เล่นเพียงอย่างเดียว
โดยมิได้มุ่งประสงค์จะให้เป็นเครื่องเล่นการพนัน
เมื่อการเล่นตู้เกมไฟฟ้าเช่นนี้เป็นการพนันแล้ว ตาม ม.4 วรรค 3 แห่ง
พ.ร.บงการพนันฯบัญญัติให้การเล่นดังกล่าวต้องมีใบอนุญาตให้จัดให้มีขึ้น
หรือกฎกระทรวงอนุญาตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาลักษณะการเล่น ซึ่งมีหลายวิธีเช่นกดปุ่ม ทุบปุ่ม
ยิงลูกบอล หรือดึงโยกคันบังคับตามแต่ละชนิดของเครื่องเล่น
โดยในการเล่นแต่ละครั้งผู้เล่นต้องหยอดเหรียญ 10 บาท
และอาจได้รับของรางวัลโดยขึ้นอยู่กับคะแนนที่ปรากฏและคูปองที่ได้รับ
เห็นได้ว่าตู้เกมไฟฟ้านั้นมีลักษณะเป็นเครื่องเล่นตามที่ระบุไว้ในลำดับที่ 28
ของบัญชี ข.ท้าย พ.ร.บ.การพนันฯ ซึ่ง ม.4 วรรค 2
ได้บัญญัติให้การจัดให้มีการเล่นเครื่องเล่นดังกล่าวเพื่อเป็นทางนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่ผู้จัดโดยทางตรงหรือทางอ้อม
แม้ว่าการเล่นนั้นจะไม่ได้พนันกันก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อ รมต.,จนท.หรือเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตเห็นสมควรและออกใบอนุญาตให้หรือมีกฎกระทรวงอนุญาตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องออกใบอนุญาต
ด้วยเหตุผลข้างต้น คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าความเห็นของ ตร.ที่เห็นว่า
เครื่องเล่นตู้เกมไฟฟ้าของห้างฯและวิธีการเล่นที่ห้างกล่าวอ้าง
เป็นการเล่นที่ต้องขออนุญาต และวิธีการเล่นเป็นการพนันตาม พ.ร.บ.การพนันฯ
เป็นความเห็นที่ชอบแล้ว
33.
ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องการดำเนินคดีอาญากับกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(1) เรื่องเดิม ตร.มีหนังสือที่ ตช 0004.6/11596 ลง 4 พ.ย.2546 และที่
ตช 0004.6/1344 ลง 11 ก.พ.2547 หารือคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีประเด็นว่า
(1.1) ประเด็นที่ 1 เมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อ พงส.ให้ดำเนินคดีอาญากับกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ในข้อหากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
พงส.จะดำเนินการอย่างไร
(1.2) ประเด็นที่ 2 เมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อ พงส.ให้ดำเนินคดีอาญากับกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน
ในข้อหากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อ
ตำแหน่งหน้าที่ราชการ พงส.จะดำเนินการอย่างไร
(1.3) ประเด็นที่ 3 เมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อ พงส.ให้ดำเนินคดีอาญากับเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ในข้อหากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
พงส.จะดำเนินการอย่างไร
(2) คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 2 มีความเห็นว่า
ประเด็นที่ 1
เห็นว่าการดำเนินคดีกับกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น
เป็นไปตาม ม.300 ของรัฐธรรมนูญฯ และ ม.17 แห่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
หรือสมาชิกของสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ
กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเพื่อพิจารณาพิพากษา
สำหรับการดำเนินคดีในชั้นศาลก็เป็นไปตาม
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
พ.ศ.2542
ดังนั้นในการดำเนินคดีดังกล่าวกับกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแต่อย่างใด
ประเด็นที่ 2
เห็นว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการไต่สวนนั้น เป็นไปตาม ม.45 แห่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน
ประกอบด้วย กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติคนหนึ่ง
พนักงานเจ้าหน้าที่
และหรือผู้ทรงคุณวุฒิตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด
มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือมูลความผิด
ดังนั้น
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนจึงยังคงมีสถานะเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ประกอบกับการใช้อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวนตามหมวด 5
การไต่สวนข้อเท็จจริง แห่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
เป็นการใช้อำนาจหน้าที่สอดคล้องและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ
กรณีที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน
จึงเป็นการดำเนินคดีกับกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่จะต้องดำเนินการตาม
ม.300 ของรัฐธรรมนูญฯ และม.17 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว
พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีอาญากับกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแต่อย่างใด
ประเด็นที่ 3
เห็นว่าการดำเนินคดีอาญากับเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
และอนุกรรมการไต่สวนอื่นนั้น เนื่องจาก ม.4 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
ได้นิยามคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไว้โดยให้หมายถึงข้าราชการ
และให้หมายความรวมถึงกรรมการและอนุกรรมการของหน่วยงานของรัฐซึ่งได้ใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมายด้วย
ดังนั้นเมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญากับเลขาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
หรืออนุกรรมการไต่สวนอื่น
ในข้อหากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
จึงเป็นกรณีที่มีผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตาม ม.89 แห่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ กล่าวคือพนักงานสอบสวนต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติภายใน
30 วัน นับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดหรือฟ้องคดีต่อศาล
เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป
แต่หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องที่ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษนั้นมิใช่กรณีกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป
หมายเหตุ-ตร.ได้ออกระเบียบว่าด้วยแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ.2546 ลง 14 พ.ค.2546 ให้เพิ่มบทที่ 24 ลักษณะที่ 18
แห่งประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี
34.
ปัญหาข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับ
ป.ป.ช.
>>>คลิกอ่าน พ.ร.บ.ปปช.
(1) เรื่องเดิม ตร.มีหนังสือที่ ตช 0004.6/8052 ลง 11 ส.ค.2546
หารือปัญหาข้อกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติในการสอบสวน ตาม
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม.89
(2)
คณะกรรมการ
ป.ป.ช.มีความเห็นว่า
(2.1) บทบัญญัติ ม.89
มิได้ตัดอำนาจของ พงส.ที่มีอยู่ตาม ป.วิ อาญา แต่เป็นกรณียกเว้นว่า
พงส.ต้องส่งเรื่องที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเนื่องจากได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ดังบัญญัติไว้ใน ม.88
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ดังนั้นช่วงเวลาก่อนส่งเรื่องให้
ป.ป.ช. พงส.ย่อมมีอำนาจหน้าที่ตาม
ป.วิ อาญา
ทั้งนี้ในทางปฏิบัติย่อมเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช.และ ตร.
กล่าวคือให้ พงส.รวบรวมพยาน
หลักฐานเบื้องต้นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดี
และเมื่อ พงส.ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้วอำนาจของ พงส.
ย่อมสิ้นสุดลง ดังนั้นอำนาจในการควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาหรือสัญญาประกันกรณีปล่อยตัวชั่วคราวย่อมสิ้นสุดลงเช่นกัน
(2.2) ในกรณีมีผู้กล่าวโทษหรือมีผู้เสียหายกล่าวหาบุคคล
ตาม ม.66 พงส.ไม่มีอำนาจทำการสอบสวนได้
ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
(3) เพิ่มเติม (ซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่าง
ป.ป.ช.กับ ตร.)
3.1 ประธาน ป.ป.ช.มีหนังสือด่วนมากถึง ผบ.ตร.ที่ ปช
0012/884 ลง 21 ก.ย.2547 แจ้งว่าปัจจุบันพงส.ยังคงส่งเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
ป.ป.ช.ไปยังสำนักงาน ป.ปงช.จำนวนหลายเรื่อง และเมื่อคณะกรรมการ
ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับไปให้ พงส.ดำเนินการสอบสวนต่อไปตาม ป.วิอาญา
ทำให้การสอบสวนล่าช้า ขาดความต่อเนื่องและรวดเร็วไม่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญฯ
สมควรที่ ตร.จักได้กำชับชี้แจงทำความเข้าใจกับ พงส.โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสัมนา
การฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆของ พงส.
3.2
หนังสือซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง ป.ป.ช.กับ ตร.ตามหนังสือสำนักงาน
ป.ป.ช.ที่ ปช 0012/806 ลง 24 ส.ค.2547 ความโดยย่อดังนี้
(1)
เมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อ พงส.ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม
ม.89 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ.2542 พงส.ผู้รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดีและให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ
ป.ป.ช.ภายใน 30 วันนั้นปรากฏข้อเท็จจริงว่า
พงส.ผู้รับผิดชอบจะเพียงแต่บันทึกรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษของผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษไว้เท่านั้นแล้วส่งบันทึกดังกล่าวไปให้คณะกรรมการ
ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการตาม ม.89
โดยมิได้รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน
ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง
(2)
เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
(2.1) เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิน 2 ปี
นับถึงวันรับคำร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อ พงส.(ดู ม.84 ประกอบกับ ม.88)
(2.2)
เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกจ้างชั่วคราวหรือลูกจ้างประจำของส่วนราชการ(ยกเว้นลูกจ้างขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐตาม
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502)
เนื่องจากลุกจ้างดังกล่าวมิได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
ดังนั้นการกระทำผิดจึงเป็นเพียงผิดอาญาทั่วไป
มิใช่ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
เว้นแต่ลูกจ้างของส่วนราชการดังกล่าวได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเช่น
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เป็นต้น
(2.3) เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์
พ.ศ.2505
ซึ่งแม้เจ้าอาวาสเป็นผู้ซึ่งใช้อำนาจหรือได้
รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย
การใช้อำนาจทางการปกครองดังกล่าวมิได้ใช้กับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในระบบราชการ
รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ เจ้าอาวาสจึงไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
(2.4) เรื่องที่กำนัน
หรือผู้ใหญ่บ้านรับรองบุคคลผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนในฐานะบุคคลผู้น่าเชื่อถืออันเป็นเท็จ
ไม่เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เนื่องจากกำนัน
หรือผู้ใหญ่บ้านไม่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการทำบัตรประชาชนตาม
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526
(2.5)
เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหามีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการและกรรมการชุมชนเมือง
เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่เพียงกำหนดระเบียบ
หลักเกณฑ์หรือวิธีการเกี่ยวกับการบริหารกองทุน การให้สมาชิกกู้ยืมเงิน
อำนาจหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นการใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย
35.
ระเบียบ ตร.ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนในส่วนที่เกี่ยวกับคดี
ตร.ได้ออกระเบียบการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนในส่วนที่เกี่ยวกับคดี ฉบับที่ 3
พ.ศ.2547 ลงวันที่ 9 ก.ย.2547 โดยยกเลิก
ความในข้อ 447 ของบทที่ 2 ลักษณะ 16
แห่งประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี
และให้ใช้ข้อความเสียใหม่ตามระเบียบนี้ ซึ่ง ภ.จว.สงขลา ได้สำเนาแจกจ่ายให้
พงส.ในปกครองทราบแล้วตามหนังสือที่ สข 0029.51/7418 ลง 18 ต.ค.2547
การใช้แบบพิมพ์
กรณีมีการจับกุมให้ส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กใน 24
ชม.พร้อมแบบพิมพ์แจ้งการจับกุมตามแบบหมายเลข 1
และมีหนังสือแจ้งบิดามารดาตามแบบหมายเลข 2
และกรณีมีการแจ้ง
ข้อกล่าวหากับเด็กหรือเยาวชนโดยไม่มีการจับกุมให้แจ้งการแจ้งข้อหาไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก
ตามแบบ
หมายเลข 3 ท้ายระเบียบ ตร.ดังกล่าว
36.
ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเปรียบเทียบและการสอบสวนคดีละเมิดข้อบัญญัติ
ภ.9 ได้มีหนังสือที่ 0020.012/7324 ลง 19 ต.ค.2547
ส่งสำเนาข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเปรียบเทียบและการสอบสวนคดีละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่น
พ.ศ.2547 ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 121 ตอนพิเศษ 64 ง ลง 9
มิ.ย.2547 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่ 9 ก.ค.2547 ซึ่งในข้อ 4
กำหนดตำแหน่งผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีละเมิดหมายถึงใครบ้าง และในข้อ 7 และข้อ
8
ได้กำหนดให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีละเมิดข้อบัญญัติส่วนท้องถิ่นมีขอบเขตอำนาจคือ
(1) ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีละเมิดเทศบัญญัติ
มีอำนาจเปรียบเทียบคดีความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกิน 1,000 บาท
(2) ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีละเมิดข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด
มีอำนาจเปรียบเทียบคดีความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว
หรือคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือรับไม่เกิน 1,000 บาท
(3)
ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีละเมิดข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล
มีอำนาจเปรียบเทียบคดีความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกิน 1,000 บาท
(4) พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง
มีอำนาจเปรียบเทียบคดีละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่นในความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว
อย่างสูงไม่เกิน 10,000 บาท หรือความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน
หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
37.
การดำเนินการในกรณีเด็กกระทำผิดทางอาญา
ตร.ได้มีหนังสือเวียนในนาม รอง ผบ.ตร.(ปป.1)/ผอ.ผดส.ตร.ที่
0001(พดส.ตร.)/136 ลงวันที่
16มี.ค.48
และ ภ.จว.สงขลา ได้สำเนาแจ้ง สภ.ในปกครองถือปฏิบัติตามหนังสือที่ สข
0029.51/2421 ลง 28 มี.ค.48
สืบเนื่องมาจากกรณี
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมืองจับกุมและดำเนินคดีกับ ด.ช.พงษ์พล
พิมพ์อุทา
อายุ 10
ขวบในข้อาลักทรัพย์ลูกอมที่ร้านเจ้เล้ง
สื่อมวลชนแลภาคเอกชนต่างๆออกมาวิภาควิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในทางลบอย่างกว้างขวาง
แม้คดีดังกล่าว
พงส.ได้ดำเนินการไปตามกฎหมายและระเบียบการสอบสวนแล้วก็ตาม ตร.จึงได้กำชับให้พิจารณาถึงความเหมาะสมในแต่ละกรณีประกอบด้วย
เพราะ ป.อาญา ม.74
ไม่เอาโทษกับการกระทำผิดของเด็กอายุไม่เกิน 14 ปี
เหตุที่เกิดขึ้นทำให้สังคมมองว่าตำรวจไม่ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิเด็กเท่าที่ควร
จึงให้ หน.สภ.ควบคุม กำกับดูแลการปฏิบัติของ พงส.โดยใกล้ชิด
คำนึงถึงความหนักเบาของข้อหาและพฤติการณ์การกระทำผิดของเด็กประกอบด้วย (พงส.ควรศึกษาทำความเข้าใจกับ
ป.
วิอาญา ม.39,ป.อาญา ม.73,74
ให้ถ่องแท้)
38.
ศปก.ตร.สน.กำชับเรื่องการส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์
ศปก.ตร.สน.ได้มีหนังสือที่
0054(ภ.9).21/294
ลง 20 เม.ย.2548 ถึง ผบก.ภ.จว.สงขลา
ให้กำชับ สภ.ใน
ปกครองให้ พงส.หรือผู้รับผิดชอบในคดีนั้นๆส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ตาม
ระเบียบ ตร.ลักษณะที่ 15 บทที่ ข้อ 419
หากไม่ปฏิบัติจะถูกพิจารณาข้อบกพร่อง ซึ่งสืบเนื่องมาจากกรณีเมื่อ 13
เม.ย.48
คนร้ายใช้น้ำกรดผสมในปืนฉีดน้ำมาฉีดเล่นสงกรานต์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ
เหตุเกิดที่ สภ.อ.เมืองปัตตานี แต่แทนที่ พงส.จะส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยงานตามระเบียบกลับส่งมอบให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ทหารรับไป
39.
ข้อหารือเรื่อง ซีดี เอ็มพี
3
เป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่จะต้องขออนุญาตขายหรือให้เช่าหรือไม่
สืบเนื่องจากคดี สน.บางยี่ขันดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงเอง บ.จีเอ็มเอ็มแกรมมี่
ซึ่งมีการจับกุมพร้อม
ของกลางแผ่น ซีดี เอ็มพี
3
ที่บันทึกงานที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงจำนวน
132 แผ่น ซึ่งต่อมามีการถอนคำร้องทุกข์
เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์
มีปัญหาต้องพิจารณาว่าการมีของกลางไว้จำหน่ายจะผิดตาม
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์
พ.ศ.2530 หรือไม่ ซึ่ง ตร.จะได้หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า
ซีดี เอ็มพี 3 และซีดีเพลง
เป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หรือไม่
แต่เมื่อ คด.หารือไปยังกรมการปกครองในฐานะนายทะเบียน
คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยได้
สรุปความเห็นว่าตาม ม.4(1)
และกฎกระทรวงฉบับที่ 8 พ.ศ.2542
ซึ่งออกตาม ม.4(2)
ไม่รวมถึง ซีดีเพลง และซีดี เอ็มพี 3
แต่อย่างใด
ภ.จว.สงขลา ได้สำเนาเรื่องและรายละเอียดต่างๆ ถึงทุก สภ.ในปกครอง เพื่อแจ้ง
พงส.ทราบแล้วตามหนังสือ ที่
สข 0029.51/4782 ลง 21
มิ.ย.2548 (ต่อมา
มท.ได้ออกกฎกระทรวงเป็นการเฉพาะแล้ว)
40. ย่อระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน
สามี ภริยา ผู้บุพการี
ผู้สืบสันดานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญา พ.ศ.2547
ระเบียบนี้ออกเมื่อ 29 ก.ย.2547
โดยอาศัยอำนาจตาม ม.5,15,16,17,19
แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546
1.ค่าตอบแทนแก่พยานที่มาให้ข้อเท็จจริง
หรือเบิกความในคดีอาญา
-พยานที่มาให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้สืบสวน,ผู้สอบสวน(เฉพาะพยานที่ระบุไว้ในสำนวนการสอบสวน)
-พยานที่มาให้ข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา
-พยานที่มาเบิกความต่อศาล
-พยานในเขตจังหวัด ครั้งละ
200 บาท นอกเขตจังหวัดครั้งละ 500
บาท
-ผู้เบิกคือ หน.ส่วนราชการ(ผู้สืบสวน,ผู้สอบสวน,ผู้ฟ้องคดีฯ,ศาล)
-ความผิดต่อส่วนตัวให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล
2.ค่าตอบแทนความเสียหายแก่พยาน
สามีฯหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดพยาน
-เป็นความเสียหายแก่บุคคลเพราะมีการกระทำผิดอาญาโดยเจตนา
อันเนื่องจากพยานจะมา
หรือได้มาเป็นพยาน(ยกเว้นกรณี
ไม่ให้ความยินยอมในการรับความคุ้มครอง)
-ยื่นขอรับค่าตอบแทนตามแบบ ณ สำนักงานคุ้มครองพยาน
(ผู้มีสิทธิมอบอำนาจก็ได้)คณะกรรมการฯเป็นผู้วินิจฉัย
-ความเสียหายต่อชีวิต-ค่าตอบแทน3หมื่น-1แสนบาท,ค่าจัดการศพ
2 หมื่นบาทฯ
-ความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ-รักษาพยาบาลตามจ่ายจริงไม่เกิน
3 หมื่น,ค่าฟื้นฟูฯตามจ่ายจริงไม่เกิน
5 หมื่นบาท ฯลฯ
3.ค่าใช้จ่าย ตามมาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยาน
-ผู้ขอเบิก คือผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา,ผู้สอบสวน,ผู้ฟ้องคดีอาญา,
ศาล,สำนักงานคุ้มรองพยาน
ที่จัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครอง โดย
หน.ส่วนราชการของหน่วยงานที่ขอเบิกใช้ดุลยพินิจในการสั่งจ่าย
3.1
พยาน สามีฯ-ค่าที่พักตามจ่ายจริงไม่เกิน 800บาท/วัน-ค่าอาหารเครื่องดื่มอัตราคนละ
200บาท/วัน-ค่าเลี้ยงชีพอัตราคนละ 200
บาท/วัน
3.2
เจ้าหน้าที่ที่คุ้มครองความปลอดภัย-ค่าที่พักเท่าจ่ายจริงไม่เกิน 800
บาท-ค่าดำเนินการไม่ต่ำกว่า 12 ชม.เหมาจ่าย คนละ
200 บาท/วัน
และค่าใช้จ่ายในกรณีที่ต้องจัดให้มีการปกปิดเท่าจ่ายจริง
4.ค่าใช้จ่ายตามมาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยานของสำนักงานคุ้มครองพยาน
-ค่าใช้จ่ายตาม ม.23
เช่นค่าย้ายที่อยู่พยาน,ค่าเลี้ยงชีพ,ค่าประสานงานในการเปลี่ยนชื่อตัว,ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อให้
อาชีพฯลฯ
หมายเหตุ
1.การจ่ายเงินตามข้อ 1.และข้อ
2.ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินตามระเบียบของทางราชการเพื่อ สตง.ตรวจสอบ
2.การจ่ายเงินตามข้อ 3.และ
4.ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินตามระเบียบทางราชการไว้
เพื่อ สตง. ตรวจสอบ เว้นแต่กรณีเป็น
ความลับ
ให้สำนักงานคุ้มครองพยานเจรจาเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบการใช้เงินกับ สตง.
3.วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินที่ไม่ได้กำหนดไว้ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการโดยอนุโลม
4.ให้การดำเนินการอันเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้
เป็นความลับ
และให้การตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย
ดังกล่าวกระทำได้แต่โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สามารถเข้าถึงชั้นความลับได้เท่านั้น
ระเบียบ ตร.
ภ.9
ได้มีหนังสือที่ 0020.012/4531 ลง 13
มิ.ย.48 ส่งระเบียบ ตร.ว่าด้วยการกำหนดแนวทางการคุ้มครองพยาน
ในคดีอาญา
พ.ศ.2548 ลง11 มิ.ย.48
ซึ่ง ภ.จว.สงขลา ได้สำเนาแจกจ่าย สภ.ในปกครองถือปฏิบัติแล้ว ตามหนังสือที่ สข
0029.51/4604 ลง 15 มิ.ย.48
การคุ้มครองความปลอดภัยให้ดำเนินการดังนี้
1.จัด จนท.ตำรวจไปให้ความปลอดภัย
2.การจัดให้พยานอยู่ในที่ปลอดภัย
3.การปกปิดมิให้มีการเปิดเผยถึงการคุ้มครองพยาน
รวมทั้งชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอื่น
ทั้งนี้ต้องได้รับความยินยอมของพยานหรือบุคคลอื่นตาม ม.7
แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเป็นสำคัญ
(ร้องขอด้วยวาจาผู้รับคำร้องทำเป็นหนังสือให้ผู้ร้องขอลงชื่อ)
แนวทาง
1.คดีอาญาที่พยานน่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย-คดีมีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุก
5 ปีขึ้นไป -คดีมีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุก 3
ปีขึ้น
ไปและผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้มีอิทธิพลคดีกับคดี15ประเภท(สถานบริการ,บ่อน,ฮั้วประมูล,ลอบนำคนเข้าออกประเทศ,ลวงคนงาน
ไปต่างประเทศ,ทวงหนี้ด้วยการข่มขู่,ค้าอาวุธ,มือปืนรับจ้าง,ยาเสพติด,ต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว,บังคับค้าประเวณี,ค้าเด็ก,คิวรถ
รับจ้าง)-คดีที่
ผบช.เห็นสมควร
2.คำร้องขอคุ้มครองต้องทำตามแบบที่ ตร.กำหนด
ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขอรับความคุ้มครอง
1.ชื่อ.......................................................................ชื่อสกุล......................................
2.อายุ....................ปี
3.ที่อยู่..............................................................
โทรศัพท์........................................................
4.บุคคลใกล้ชิดที่สามารถติดต่อได้
4.1
ชื่อ................................................................ชื่อสกุล........................................
ที่อยู่........................................................................................
โทรศัพท์...................................................
5.วิธีการที่ขอรับความคุ้มครอง
( ) จัดเจ้าหน้าที่ไปให้ความความปลอดภัยแก่พยาน
( ) จัดให้พยานอยู่ในสถานที่ปลอดภัย
( ) อื่น ๆ
ระบุ...................................................................
พฤติการณ์ที่อาจไม่ได้รับความปลอดภัย(โดยย่อ.........................................)
ความเห็นของพนักงานสอบสวน/เจ้าหน้าที่....................................................................
หากปรากฏในภายหลังว่าพยานไม่มา
ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่เบิกความเป็นพยานโดยไม่มีเหตุอันสมควร
หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
ความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลหรือความผิดทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีที่บุคคลนั้นเป็นพยาน
ให้บุคคลนั้นคืนหรือชดใช้ค่าตอบแทน
หรือชดใช้ค่าตอบแทนหรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานและบุคคลอื่นแล้วแต่กรณี
ที่รัฐจ่ายไปจริงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งจากสำนักงานคุ้มครองพยาน
ลงชื่อ.............................................ผู้ขอรับการคุ้มครองและให้ความยินยอม
ลงชื่อ............................................ ผู้บันทึก
ตำแหน่ง.......................................
ลงชื่อ
...........................................พยาน
ลงชื่อ...........................................พยาน
ความเห็นของผู้อนุมัติ
.................................................................
................................................................
ลงชื่อ..............................................ผู้อนุมัติ
..............................................................
ตำแหน่ง...............................................
3.หัวหน้า
สภ.ส่งคำร้องขอคุ้มครองไปยัง ภ.จว.เพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่ง ผบก.หรือผู้รักษาราชการแทน
มีอำนาจลงนามอนุมัติได้
ครั้งละไม่เกิน 14 วัน
หากครั้งเดียวขอเกิน 14 วัน ต้องเสนอ ผบช.อนุมัติ
โดยอนุมัติได้ครั้งละไม่เกิน 60 วัน
หากเกินกว่านี้ต้องเสนอ ผบ.ตร.
4.เมื่อได้รับอนุมัติตามข้อ 4.จะส่งเรื่องกลับคืนไปให้ออกคำสั่งแต่งตั้ง
จนท.ตำรวจผู้ให้ความคุ้มครอง
5.เสร็จสิ้นภารกิจ ส่งเรื่องไปขอเบิกค่าใช้จ่าย
41.
ตำรวจที่ได้รับคำสั่งคุ้มครองพยานสามารถออกปฏิบัติงานนอกพื้นที่ได้
ตร.มีหนังสือที่ 0031.212/2784 ลง 8
พ.ค.2549 กำหนดแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมว่าเมื่อ ผบก.หรือ
ผบช.หรือผู้รักษาราชการแทนอนุมัติให้คุ้มครองพยานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
คำสั่งแต่งตั้งชุดปฏิบัติการคุ้มครอง
พยานจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบหรือคำสั่งใดกำหนดไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติ
หน้าที่คุ้มครองพยานนอกพื้นที่รับผิดชอบ
ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคุ้มครองพยานจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการ
คุ้มครองให้ความปลอดภัยพยานไปในสถานที่ต่างๆ นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบของ
บก.หรือ บช.ที่ออกคำสั่งได้ แต่ต้อง
พิจารณาถึงความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องมีการประสานกับ สภ.หรือ
บก.ในส่วนเกี่ยวข้องด้วย
เนื่องจาก ตร.ได้สั่งการกำชับในเรื่องการคุ้มครองพยานทั้งสิ้นรวม
5 ฉบับ จึงขอสรุปย่อดังนี้
1.หนังสือ ตร.ที่ 0031.212/1286ลง
20 ก.พ.2549 1).อำนาจ
ผบก.หรือผู้ รรท.อนุมัติได้
ไม่เกิน 7 วัน ขอต่อได้อีก 14
วัน (รวมแล้วไม่เกิน 21 วัน) 2).อำนาจ
ผบช.หรือผู้ รรท.(หากจำเป็นจากข้อ 1.) 60
วัน(ไม่รวม 21วันของ ผบก.)3).หากมีความจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองเกิน
60 วัน ให้ขออนุมัติต่อ ผบ.ตร.(มิได้
กำหนดครั้งละกี่วัน กี่ครั้ง
ทั้งนี้ตามความจำเป็นและเหตุผลที่นำเสนอการขออนุมัติ
แต่ต้องเสนอขอก่อนสิ้นสุดที่อนุมัติไว้)
2.หนังสือ ตร.ด่วนที่สุดที่
0031.212/2784 ลง 8 พ.ค.2549
อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้
รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่คุ้มครองพยานแล้ว
สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปในสถานที่ต่างๆ นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบของ บก.,
บช.ที่ออกคำสั่งได้
แต่ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภารกิจ
และมีการประสานแจ้ง สภ.,
ผบก.พื้นที่รับผิดชอบทราบด้วย
3.หนังสือ ตร.ด่วนที่สุดที่
0004.21/2592 ลง 19 พ.ค.2549
1).คดีอาญาที่พยานน่าจะไม่ได้
รับความปลอดภัย ต้องจัดตำรวจคุ้มครองคือคดีอาญาที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุก5ปีขึ้นไป/คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุก
ตั้งแต่ 3
ปีขึ้นไปโดยผู้กระทำหรือผู้ต้องสงสัยเป็นผู้มีอิทธิพล(เกี่ยวกับคดีอาญา
15 ประเภทท้ายหนังสือนี้/คดีอาญาทั่วไป
ที่พยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัยและ ผบช.หรือผู้รับมอบหมายเห็นควรให้จัดมีการคุ้มครอง
2).ผู้มีอำนาจอนุมัติ คดี
อาญาตามข้อ 1.ในสองประการแรกผู้มีอำนาจสืบสวนสอบสวนรายงานตามลำดับชั้นถึง
ผบก.ฯอนุมัติครั้งแรกไม่เกิน 7
วัน หากมีความจำเป็นคุ้มครองต่อขออนุมัติต่อ ผบก.ต่ออีกไม่เกิน 14
วัน หากจำเป็นกว่านั้นขออนุมัติ ผบช.ได้ไม่เกิน
60วันจำเป็นกว่านั้นอีกขออนุมัติ ตร.คดีประการสุดท้ายรายงานขอนุมัติยัง
ผบช. โดยตรง 3).บช.ประเมินผลและรายงาน
การคุ้มครองพยานของหน่วยในสังกัดทุกวันที่ 31
มี.ค.และ31
ส.ค./คำร้องขอคุ้มครองทำตามแบบท้ายหนังสือนี้
4.หนังสือ ตร.ที่ 0031.212/6210
ลง 14 พ.ย.2549 1).สืบเนื่องจาก
สภ.อ.แม่สอด หารือการ
เบิกจ่ายค่าตอบแทนพยานฯ 2).กมส.ตร.หารือ
กง.แล้วมีความเห็นสรุปดังนี้.(ดู ม.3,17 ประกอบ )
2.1) ตำรวจหรือ
ข้าราชการที่จับและให้ปากคำฐานผู้กล่าวหาและพยานก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน
2.2) ตำรวจที่ให้ปากคำเป็นพยานว่า
ได้สืบสวนหาตัวผู้ทำผิด ไม่ทราบว่าเป็นใคร
อยู่ที่ใดลักษณะรายงานผลการปฏิบัติของตน ไม่มีได้รับเพราะไม่มีข้อเท็จจริง
ที่เป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิด 2.3) ปชช.หรือ
จนท.รัฐที่ให้ปากคำต่อผู้สืบสวนข้อเท็จจริงซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญา
หรือกรณีก่อนที่จะรับคำร้องทุกข์คดีอาญา มีสิทธิได้รับต่อเมื่อเฉพาะ
2.4) ในความผิดส่วนตัว(ดู ม.17
และระเบียบ ยธ.
ข้อ 7)อยู่ในดุลยพินิจ(หากหากกรณีมีความผิดอื่นปนอยู่ด้วยก็ให้ใช้ดุลยพินิจในทางให้สิทธิเช่น
2.5) กรณีเงินไม่เพียงพอ
พิจารณาจ่ายพยานจำเป็นและสำคัญก่อน
5.หนังสือ ตร.ที่ 0031.212/2663
ลง 13 มิ.ย.2550สืบเนื่องจาก
ตร.พบปัญหาและอุปสรรค
ในการปฏิบัติ จึงกำชับการปฏิบัติดังนี้ 1).หน่วยงานอื่นนอกสังกัด
ตร.ขอความร่วมมือคุ้มครองพยานและตร.สั่งการ
ไปหน่วยปฏิบัติ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว
หากพบว่าเข้าข่ายพยานไม่ปลอดภัยตาม พ.ร.บ.ฯ,ระเบียบ
ตร.ให้หน่วย
ขออนุมัติผู้มีอำนาจ 2).กรณีหน่วยอื่นนอกสั่งกัด
ตร.ร้องขอไปหน่วยปฏิบัติโดยตรง(เช่นกรณีตามข้อตกลงว่าด้วยการ
ประสานงานระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิฯกับ ตร.กรณีเร่งด่วน
กรมคุ้มครองสิทธิฯขอโดยตรงต่อหน่วยปฏิบัติได้)ให้หน่วย
ปฏิบัติขออนุมัติตามหนังสือ ตร.ที่ 0004.21/2592 ลง
19 พ.ค.2548
โดยเร็วแล้วรายงาน ตร.พร้อมแจ้งเหตุผลและ
ความจำเป็น 3).
หากมีความจำเป็นคุ้มครองต่อเนื่องเกินอำนาจอนุมัติ ผบก.ก่อนครบกำหนด
ไม่น้อยกว่า 10 วันให้หน่วยปฏิบัติขอขยายไปยัง ผบช.พร้อมเอกสารเกี่ยวข้องหากต่อเนื่องเกินอำนาจ
ผบช.ขออนุมัติ
ทางโทรสารยัง ตร.ก่อนครบใน15วัน 4).หากมีเหตุให้ยกเลิกให้หน่วยปฏิบัติยกเลิกแล้วแจ้งพร้อมหลักฐานไปยังผู้มี
อำนาจอนุมัติ,ตร.และกรณีหน่วยงานอื่นนอกสังกัด ตร.เป็นผู้ร้องขอ
ก็ให้แจ้งหน่วยนั้นด้วยเพื่อทราบถึงการยกเลิกและ
เหตุนั้น 5).หากมีการยกเลิกไปแล้ว
จากนั้นพยานมาร้องขอให้คุ้มครองอีกต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพยาน
ไม่ได้รับความปลอดภัยแล้วขออนุมัติผู้มีอำนาจอีกครั้ง 6).กรณีพยานร้องขอหน่วยงานในสังกัด
ตร.ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติ
โดยตรงให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหากมีพฤติการณ์ไม่ปลอดภัยจริงก็ให้ดำเนินการคุ้มครองแต่หน่วยปฏิบัติต้องรายงาน
ตร.ใน 7 วัน
42.
ปัญหาข้อกฎหมาย ป.วิอาญา ม.143 ,148,150
>>>คลิกอ่าน
ป.วิอาญา
1. ตัวบทกฎหมาย
-ม.143 วรรคท้าย ในคดีฆาตกรรม
ซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
ฆ่าตายหรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
อัยการสูงสุดหรือผู้
รักษาราชการแทนเท่านั้นมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง
- ม.148
เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาจิหรือตายใน
ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ
เว้นแต่ตายโดยการประหารชีวิตตามกฎหมาย
การตายโดยผิดธรรมชาตินั้นคือ
(1) ฆ่าตัวตาย
(2) ถูกผู้อื่นทำให้ตาย
(3) ถูกสัตว์ทำร้ายตาย
(4) ตายโดยอุบัติเหตุ
(5) ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ
- ม.150 ว.2
ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนแจ้งแก่ผู้มีหน้าที่ไปชันสูตรพลิกศพทราบ และ
ก่อนการชันสูตรพลิกศพให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้สามี ภรรยา ผู้บุพการี
ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล
หรือญาติของผู้ตายอย่างน้อยหนึ่งคนทราบเท่าที่จะทำได้
ว.3
ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติ
ราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
ให้พนักงาน
อัยการและพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เป็นผู้ชันสูตร
พลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ตามวรรคหนึ่ง
และให้นำบทบัญญัติวรรคสองมาใช้บังคับ
ว.6 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า ให้พนักงาน
สอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการ
2. หนังสืออัยการสูงสุด ที่ อส 0017/19039 ลง 18
พ.ย.2548 แจ้ง ตร.ตามที่ ตร.หารือถึงการปฏิบัติตาม
ป.วิอาญา ม.143,148,150 (หนังสือ ตร.ที่ ตช.0004.6/2413 ลง 12 พ.ย.2548)
กรณีเมื่อ 12 ก.พ.2546 เจ้าหน้าที่
ตำรวจ สน.บางชัน ติดตามจับกุมคนร้ายคดีจำหน่ายยาบ้า 6 พันเม็ด เป็นเหตุให้
ด.ช.จักรพันธุ์ ศรีสะอาด ถึงแก่ความ
ตายด้วยอาวุธปืนในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งพนักงานอัยการ
สำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 เห็นว่า เป็นคดีฆาตกรรม
ซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ฆ่าตาย
อำนาจการสั่งคดีเป็นของอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาราชการแทน แต่
บช.น.เห็นว่าตามท้องสำนวนการสอบสวนการตายของ
ด.ช.จักรพันธ์ฯเกิดจากกระสุนปืนของฝ่ายคนร้ายที่ยิงใส่เจ้าหน้าที่
ผู้จับกุมแล้วพลาดไปถูก ด.ช.จักรพันธ์ฯ
การตายดังกล่าวเป็นการตายซึ่งเป็นผลแห่งการทำผิดอาญา
มิได้เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าได้ปฏิบัติราชการตามหน้าที่
พงส.จึงไม่ได้ทำการชันสูตรพลิกศพตาม ม.148(2) และ 150
และไม่อาจถือว่าเป็นคดีวิสามัญฯที่ พงส.ต้องเสนอสำนวนให้อัยการสูงสุดสั่งคดีตาม
ม.143วรรคท้าย
3. สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบหารือ
ตร.ว่า คดีนี้มีการกล่าวหาว่าผู้ต้องหาทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน
ตำรวจใช้อาวุธปืนยิง ด.ช.จักรพันธ์ฯเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
จึงเป็นคดีฆาตกรรม โดยผู้ต้องหาทั้งสามอ้างว่าเหตุ
ที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และมีส่วนร่วมกับการตายเนื่องจากการติดตามจับกุมคนร้ายคดียาเสพติดซึ่งเป็นการปฏิบัติ
ตามหน้าที่
เข้าเงื่อนไขที่จักต้องดำเนินการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนชันสูตรพลิกศพตาม
ม.148(2),150 แล้วเสนอ
สำนวนการสอบสวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งตาม ม.143 วรรคท้าย
ส่วนผู้ต้องหาจะกระทำผิดตามข้อกล่าวหา
และเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่หรือไม่ เป็น
ดุลยพินิจการสั่งคดีของอัยการสูงสุด
43.การดำเนินคดีอาญา
กรณีแพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ารักษาผู้ป่วยโดยประมาทซึ่งกระทบต่อขวัญกำลัง
ใจของแพทย์ เป็นเหตุให้แพทย์ไม่กล้าตัดสินใจรับรักษาผู้ป่วย หรือส่งต่อไปยัง
รพ.ศูนย์ หรือ รพ.ที่ใหญ่
กว่า ตามหนังสือ ตร.ที่ 0031.21/ว.91
ลง 11 ก.ย.2549 หนังสือ ภ.จว.สงขลา
ที่ สข 0029.03/6647
ลง 25 ก.ย.2549 และ สข
0029.03/5590 ลง 1 ส.ค.2550
ตร.ได้กำชับให้ดำเนินการดังนี้
1).เมื่อรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ
ให้ พงส.ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เพื่อพิสูจน์ความผิด
หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ และแน่ชัด ให้ พงส.สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
2).เมื่อรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
ให้ พงส.แจ้งเหตุ โดยสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นพร้อมรายละเอียดไปยังแพทย์สภา
เพื่อ
ขอทราบความเห็นใน 2 ประเด็นคือ
2.1) ในการรักษาของแพทย์ที่ถูกกล่าวหา
ได้ทำการรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์สภาหรือไม่
2.2) แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา
ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ของ
แพทย์ที่จะทำการรักษาในกรณีนี้หรือไม่
พร้อมสำเนาเวชระเบียนผู้ป่วยหรือผู้ตายประกอบไปด้วย
3).กรณีที่ต้องดำเนินกรสอบสวนแพทย์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา
และหากมีความจำเป็นต้องทำการจับกุม,ควบคุม
ให้คำนึงถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของผู้ถูกล่าวหา และปฏิบัติโดยสุภาพ สะดวก
รวดเร็ว ตามสมควร
หมายเหตุ ติดต่อ นายกแพทย์สภาที่
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณะสุข อาคาร
6 ชั้น 7
ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี (รหัสไปรษณีย์ 11000)
44.
คำสั่ง ตร.ที่ 330/2550เรื่องการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
1) ระดับ บช.ภ.
มีคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นฯประกอบด้วย 1).ผบช.ภ.
2).รอง ผบช.ภ.ทุกนาย 3).ผบก.ท้องที่
4) .ผกก.สภ.ท้องที่ 5).ผบก.อก.ฯกรรมการ/เลขาฯ
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ 1).การตั้งข้อหา
2).การร้องขอ
ให้ศาลออกหมายจับ 3).ทำความเห็นทางคดีเสนอ
ผบ.ตร.
2.ระดับ ตร.
มีคณะกรรมการพิจารณาเพื่อเสนอ ผบ.ตร.มีความเห็นทางคดี
หรือสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง
1).รอง ผบ.ตร.(สืบสวนสอบสวนและ
กม.)/ประธาน 2).รอง ผบ.ตร.(สส.)ทุกนาย
3).ผบช.สำนักงานกฎหมาย
4).ผบช.ส.,ก.,น.
หรือ ภ.ท้องที่เกิดเหตุ 5).ผบก.กองนิติการ
6).ผบก.กองคดีอาญา กรรมการ/เลขานุการ
3.ขั้นตอนการดำเนินการ
1).เมื่อมีการกล่าวโทษ
พงส.ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ รายงานข้อเท็จจริงโดยละเอียด พร้อมพยาน
หลักฐานเสนอ บช.เพื่อนำพิจารณาของคณะกรรมการ /ระหว่างดำเนินการของคณะกรรมการ
ระดับ บช. พงส.ต้องทำการ
สอบสวนหาพยานหลักฐานและดำเนินการเพื่อนทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดโดยไม่ต้องรอความเห็นของคณะกรรมการ
2).กรณีปรากฏพฤติการณ์ต่อสื่อมวลชนหรือไม่มีการกล่าวโทษ
หน่วยงานเกี่ยวข้องรายงานข้อเท็จจริงโดย
ละเอียด ให้คณะกรรมการพิจารณาเข้าข่ายความผิดหรือไม่(ป.อาญา ม.112)เข้าข่ายก็ดำเนินการตาม
1.ไม่เข้าข่ายรายงาน
ผบ.ตร.โดยเร็ว
3).เมื่อมีการจับกุม
พงส.ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่
รายงานข้อเท็จจริงโดยละเอียด พร้อมพยานหลักฐานเสนอ บช.เพื่อนำพิจารณาของคณะกรรมการ
/ระหว่างดำเนินการของคณะกรรมการระดับ บช. พงส.ต้องทำการสอบสวนหา
พยานหลักฐานและดำเนินการเพื่อนทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดโดยไม่ต้องรอความเห็นของคณะกรรมการ
4).เมื่อ
พงส.สอบสวนเสร็จสิ้น บช.เสนอสำนวนพร้อมความเห็นไปยัง
ผบ.ตร. ผ่านการประมวลเรื่องจาก ผบก.
กองคดีอาญา เข้าสู่คณะกรรมการระดับ ตร.
หมายเหตุ
ต้องมีการรายงานเหตุเบื้องต้นไปยัง ตร.ผ่าน ผบก.กองคดีฯใน 3
วัน โดยการสรุปข้อเท็จจริง ให้ปรากฏชื่อผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา
ความผิดที่กล่าวหา วันเดือนปีสถานที่เกิดเหตุ และพฤติการณ์แห่งคดีโดยละเอียด
45.การดำเนินการตามกฎหมายกับแรงงานต่างด้าว
แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา
ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และได้รับบัตร
ประจำตัว ท.ร.38/1
จากกระทรวงมหาดไทย
และได้รับอนุญาตจากกรมจัดหางานให้ทำงานในราชอาณาจักรได้ ต่อมา
แรงงานดังกล่าวได้เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติไว้
หรือนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน
เมื่อ จนท.ตรวจพบจะต้องดำเนินคดีกับแรงงานต่างด้าวและผู้ให้ความช่วยเหลือต้องดำเนินการดังนี้
1).แรงงานต่างด้าวออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต
ถือว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นอันสิ้นผล นับแต่พบ โดย
ไม่ต้องขอเพิกถอนบัตร นำส่ง พงส.ดำเนินคดีข้อหาเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81
2).แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและได้รับอนุญาตให้ทำงานแล้วแต่ลักลอบเดินทางออกนอกราชอาณาจักรการอนุญาตทั้งสองเรื่องเป็นอันสิ้นสุด(ทร.38/1)ไม่ใช่หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทาง)หากเดิน
ทางเข้ามาอีกต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.11,18ว.2,62,81
3). หากผลการสอบสวนพบว่ามีผู้ช่วยเหลือ
หรือให้ความสะดวกหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ จะต้องดำเนินคดีในข้อหา
ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ
เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นการจับกุม
ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.64
4). เมื่อดำเนินการตามข้อ 1,2
แล้วจะต้องนำคนต่างด้าวมอบกับด่าน
ตม.ใกล้เคียงเพื่อดำเนินการส่งออกนอกราชอาณาจักร
ต่อไป
46.ฐานความผิดตาม
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
>>>คลิกอ่าน
พ.ร.บ.ฯ
*
เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันที่มิได้มีไว้สำหรับตน โดยมิชอบ
*
ล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นทำขึ้นนำมาเปิดเผยโดยมิชอบโดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่
ผู้อื่น
*
เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันที่มิได้มีไว้สำหรับตน โดยมิชอบ
* กระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็คทรอนิคเพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ในระหว่าง
การส่งและข้อมูลนั้นมิได้มีไว้เพื่อสาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้
* ทำให้เสียหาย,ทำลาย,แก้ไข,เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ(จำคุกไม่เกิน
5 ปี)
*
กระทำด้วยประการใดๆโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานระบบคอมพิวเตอร์ผู้อื่นถูกระงับ
ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนไม่สามารถ
ทำงานได้ตามปกติ(จำคุกไม่เกิน 5 ปี)
* ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง
หรือเพิ่มเติมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์หรือทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ถูกระงับหรือ
ชะลอฯเพื่อให้เสียหายแก่ประชาชน(จะเกิดความเสียหายทันทีหรือไม่ก็ตาม)โทษจำคุกไม่เกิน
10 ปี และหากเกิดความ
เสียหายแก่ข้อมูลหรือระบบเกี่ยวกับความมั่นคงประเทศ,หรือเกี่ยวกับข้อมูลหรือระบบเพื่อบริการแก่สาธารณะ
จำคุก 3-15 ปี
* ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็คทรอนิค(e-mail)หรือปลอมแปลงแหล่งที่มาอันเป็นการรบกวนการใช้ของผู้อื่น
โดยปกติสุข(ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท)
*
นอกจากนี้ยังเอาผิดผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำผิดข้างต้น,เอาผิดผู้
ให้บริการที่จงใจ สนับสนุน ยินยอมให้ทำผิดข้างต้น
รวมทั้งผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเป็นเท็จที่เสียหายต่อ
ความมั่นคงหรือประชาชนตื่นตระหนกหรือข้อมูลมีลักษณะอันลามกที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้
*ทำผิดตาม
กม.นี้นอกราชอาณาจักรลงโทษในราชอาณาจักรได้
หากผู้ทำผิดเป็นคนไทยและรัฐบาลหรือผู้เสียหายประเทศ
ความผิดเกิดร้องขอให้ลงโทษ
*หรือผู้ทำผิดเป็นคนต่างด้าว
รัฐบาลไทยหรือผู้เสียหายคนไทยร้องขอให้ลงโทษ
*อื่นๆ
-อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ม.18
-ม.26
ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ 90
วัน -ตามคำสั่งเจ้าพนักงานไม่เกิน 1ปี
-พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตาม ป.วิอาญา
สรุปการกระทำที่เป็นความผิดใน 4
กลุ่ม
1).การทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำตามคำสั่ง,ทำงานผิดพลาด,ล่าช้าไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้(กลุ่มการกระทำ
ลักษณะแพร่ไวรัส)
2).วิธีการใดๆเข้าล่วงรู้ข้อมูล,แกไข,ทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยมิชอบ(กลุ่มการกระทำลักษณะเป็น
แฮกเกอร์,แคลกเกอร์)
3).แพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ,ลามกอนาจาร,กระทบเศรษฐกิจ,ความมั่นคง,สังคม,ความสงบสุขและศีลธรรมอันดี
ของประชาชน(ตัดต่อภาพดูหมิ่น ,หมิ่นประมาท,แพร่หรือฟอร์เวิดเมล์หรือข้อมูล,กระจายข้อมูลให้ตกใจกลัว)
4).ผู้ให้บริการไม่เก็บรักษาข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ใน
90 วันหรือตามคำสั่งของพนักงาเจ้าหน้าที่ไม่เกิน
1 ปี
47.แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
ภ.จว.สงขลา ได้รับหนังสือ ภ.9
ส่งหนังสือ ตร.ที่ 0031.212/2124 ลง 11
พ.ค.2550 และ ภ.จว.สงขลา ได้
สำเนาแจ้งเวียนให้ทุกหน่วยทราบทางอีคอร์ป ตามหนังสือที่ สข
0029.03/4805 ลง 8 ก.ค.2550
สรุปได้ความดังนี้
1.
การดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์
ตามบัญชีแนบท้ายประกาศ
กคพ.ออกตามความใน ม.21 วรรคหนึ่ง(1)แห่ง
พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ข้อ 10
และข้อ 17 แก้ไข
เพิ่มเติมโดยประกาศ กคพ.(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2548
ข้อ 4 และข้อ 7
กำหนดให้คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตาม
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ที่มีหรือมีมูลค่าน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิด
ในลักษณะเป็นสถานที่ผลิตแหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บสินค้า
หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมีสิ่งของหรือ
สินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด
หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็น
ความผิดอันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าแสนบาทขึ้นไปเป็นคดีพิเศษ
พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็น
ผู้รับผิดชอบ
(ดังนั้นหากมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จึงต้องมีการสอบสวน
ให้ปรากฏราคาทรัพย์ที่เป็นสิ่งของหรือสินค้าของกลางแต่ละรายการว่ามีมูลคาเท่าใด
มูลค่ารวมเท่าใดโดยให้คิด
ตามราคาที่มีการขายในขณะกระทำความผิด
ไม่ใช่คิดตามราคาสิ่งของหรือสินค้าของจริงที่มีการขายจริง)
2.คดีใดไม่แน่ชัดหรือเป็นที่สงสัยว่าเป็นคดีพิเศษซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่
ให้
มีหนังสือหารือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ระหว่างรอการตอบข้อหารือไม่เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนงดการ
สอบสวน
>>>พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547
>>>พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534
>>>พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
เขียนโดย พ.ต.ท.สมศักดิ์
ณ โมรา ปรับปรุงล่าสุด
6
ส.ค.2550
|